ผู้เขียน หัวข้อ: #ติวสอบนสต #แนวข้อสอบนายสิบตำรวจ ประจำปี2562 #ตชด #สายปราบปราม #อำนวยการ  (อ่าน 48756 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
Advertisement


ติดตามข่าวเปิดสอบก่อนใคร กดเลย
เปิดรับสมัครสอบนายร้อยตำรวจหญิง 2559
เปิดรับสมัครสอบนายร้อยตำรวจหญิง ประจำปี 2559 จำนวน 57 คน รับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2558 - 15 มกราคม 2559
ประกาศโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เรื่อง รับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลภายนอก (หญิง) เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 2559
จำนวนที่รับ
รับจากบุคคลทั่วไป เพศหญิง จำนวน 57 คน
คุณสมบัติ
- เป็นหญิงโสด
- อายุ 16 - 21 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันปิดรับสมัคร
- วุฒิการศึกษา ม.6 หรือเทียบเท่า
- สูงไม่น้อยกว่า 160 ซม.
การรับสมัครสอบ
สมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2558 - 15 มกราคม 2559 ที่เว็บไซต์ http://www.admission.rpca.ac.th/ ตลอด 24 ชั่วโมง
จำหน่ายเอกสาร #แนวข้อสอบนายร้อยตำรวจหญิง #โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ใหม่ล่าสุด ชัวร์สุดๆ
ประกอบด้วย รวมทุกอย่างที่ออกข้อสอบ

- ความรู้เกี่ยวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- แนวข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ (เฉลยอธิบาย)
- สรุปเนื้อหาคณิตศาสตร์
- แนวข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ (เฉลยอธิบาย)
- สรุปเนื้อหาวิทยาศาสตร์
- แนวข้อสอบวิชาภาษาไทย (เฉลยอธิบาย)
- แนวข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ (เฉลยอธิบาย)
DVD ชุดเตรียมสอบนักเรียนนายร้อยตำรวจ ราคา 2,500 บาท
ประกอบด้วย
VCD คณิตศาสตร์
- เศษส่วนและทศนิยม, เลขยกกำลังและจำนวนจริง, การแก้สมการและอสมการตัวแปรเดียว
- ทฤษฎีบทปีทาโกรัส, การแยกตัวประกอบพหุนาม, สมการกำลังสองและพาราโบลา
- การแปรผัน, พื้นที่ผิวและปริมาตร, ระบบสมการเชิงเส้น, ตรีโกณมิติ
- สถิติ, ความน่าจะเป็น, เศษส่วนของพหุนาม
VCD วิทยาศาสตร์
- สารและสมบัติของสาร
- แสงและเลนส์, เสียงและวงจรไฟฟ้า
- โลกและการเปลี่ยนแปลงและธรณีภาค
- สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
VCD ภาษาไทย
- การใช้ภาษา
- ความเข้าใจภาษา
VCD ภาษาอังกฤษเบื้อต้น
MP3 เทคนิคการเดาคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
พรบ. ตำรวจ

1. การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กำหนดใน กฎ ก.ตร. และให้ทำโดย.....ประกาศพระบรมราชโองการ

2. พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษที่ได้รับเงินเดือนถึงขั้นต่ำของระดับ ส.4 และ ผ่านการประเมินแล้ว จะให้ผู้นั้นเป็นพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่ากี่ปี.....3 ปี

3. ตามหลักเกณฑ์การบรรจุ การแต่งตั้งและการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการตำรวจ การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งสารวัตร ต้องแต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจตั้งแต่ยศใดขึ้นไป.....ยศร้อยตำรวจเอกขึ้นไปแต่ไม่สูงกว่าพันตำรวจโท

4. การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่า ตำแหน่งเดิมจะกระทำได้ต่อเมื่อ.....ได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. เป็นพิเศษเฉพาะราย
5. การเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเกินสองขั้น ต้องได้รับความยินยอมจาก....ก.ตร.

6.หลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. ในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ
- การรักษาระเบียบวินัย
-ปริมาณงานที่ได้ปฏิบัติมา
-คุณภาพของงานที่ได้ปฏิบัติมา

7.ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพตามภาวะเศรษฐกิจได้ตาม..
- หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฏีกา

8.ข้าราชการตำรวจซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดก็จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำในระดับนั้นๆ แต่อาจรับเงินเดือนสูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้โดยวิธี
- กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการได้รับเงินเดือนโดยตราเป็นพระราชกฤษฏีกา

9.กรรมการข้าราชการตำรวจจะเป็นกรรมการใน ก.ตร. ในขณะเดียวกันได้หรือไม่
- ไม่ได้ ยกเว้น นกยกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร.

10.การบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจพระราชบัญญัตินี้ ให้ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้ง
- ให้ผู้บังคับบัญชาตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุแต่งตั้ง

11.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ ผบช. ถึงจเราตำรวจและรอง ผบ.ตร. ให้ใครคัดเลือกแล้วเสนอใคร
-ผบ.ตร. คัดเลือก แล้วเสนอ ก.ตร.

12.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้กำกับการลงมาไม่สูงกว่าเดิมภายในกองบังคับการที่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือในกองบังคับการที่มิได้สังกัดสำนักงานผุ้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- ให้ผู้บังคับการเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง

13.การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตำแหน่งรองผู้บัญชาการลงมาจากส่วนราชการหนึ่งในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกับกองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ทำอย่างไร
-ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บัญชาการที่เกี่ยวข้องทำความตกลงกัน
-ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเสนอ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบก่อน
-ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

14.กรณีที่เห็นว่าการใช้อำนาจในการแต่งตั้งตำแหน่งรองผู้บัญชาการไม่เป็นธรรมให้ทำอย่างไร
-ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการลงมาได้ตามควรแก่กรณี

15.หากผู้ใดถูกสั่งให้ออกจากราชการระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ...
-ไม่ให้ถือว่าผู้นั้นเคยเป็นข้าราชการตำรวจ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ราชการ

16.เกี่ยวกับการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการในส่วนราชการใด
-โดยให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เดิมและโดยจะให้ขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิมหรือไม่ก็ได้
-ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งได้สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฏ ก.ตร.
-ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสำหรับข้าราชการตำรวจทุกตำแหน่ง

17.เกี่ยวกับการรักษาราชการแทน
-ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดรักษาราชการแทนและมีผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งนั้น ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองเป็นผู้รักษาราชการแทน
-ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของตำแหน่งดังกล่าว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้น
-ถ้าไม่มีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ก็ให้ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้มีอาวุโสตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร.ในส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้นเป็นผู้รักษาราชการแทน

18.โทษทางวินัยตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มี 7 สถานได้แก่
- ภาคทัณฑ์
-ทัณฑกรรม
-กักยาม
-กักขัง
-ตัดเงินเดือน
-ปลดออก
-ไล่ออก

19.การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ระดับ ส.6 ส.7 ส.8 จะต้องทำอย่างไร
-ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
20.อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง การให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งและการจ่ายเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตาม
-กฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง

21.ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลงหรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำหรับตำแหน่งใดบ้างที่สามารถสั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้น
-จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

22.ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการ หรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลง หรือ ผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผุ้บัญชาการหรือตำแหน่งเทียบเท่าสำหรับตำแหน่งใดบ้าง ที่สามารถสั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้
-ตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษหรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมาในส่วนราชการนั้น

23.การให้ทำงานโยธา การให้อยู่ยาม นอกจากหน้าที่ประจำหรือการให้ทำงานสาธารณประโยชน์ ไม่ไม่เกินหกชั่วโมงต่อวัน หมายถึงโทษทางวินัยสถานใด......ทัณฑกรรม

24.เงินเดือน เงินอื่นที่จ่ายเป็นรายเดือน และเงินช่วยเหลืออย่างอื่น และการจ่ายเงินดังกล่าว ของผู้ถูกสั่งพักราชการและผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน .....ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการนั้น

25.ข้าราชการตำรวจผู้ใดประสงค์จะลงออก.....ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง
26.ผู้บังคับบัญชาตำแหน่งใดที่การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ....ผู้บัญชาการ

27.กฏ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับเมื่อใด
- วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

28.เมื่อมีการกล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัย หากผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาในเบื้องต้นแล้วไม่มีมูลหรือมีพยานหลักฐานฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงหรือมีมูลเพียงพอที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนข้อเท็จจริง พงศ.2547 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามข้อใด
- ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการไปภายในอำนาจโดยไม่ต้องสืบข้อเท็จจริง

29.กฏ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายใด
-มติอนุกรรมการ ก.ตร.เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ

30.กฏ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ใช้บังคับตั้งแต่เมื่อใด
-วันที่ 17 กรกฏาคม พ.ศ. 2547

31.การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
-ผู้ประเมิน หมายถึง ผู้บังคับบัญชาเหนือระดับขึ้นไป ซึ่งรับผิดชอบในการปกครอง บังคับบัญชา ดูแลสั่งการ ควบคุมการปฏิบัติราชการและความประพฤติของผู้รับการประเมิน

32.การดำเนินการของ ด.ต.หม่อง เมื่อเห็นว่าผลการประเมินของตนไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2647
-กรณีไม่มีคณะกรรมการประเมิน เข้าพบผู้ประเมิน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลการปฏิบัติราชการ หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินภายใน 5 วันทำการนับแต่วันที่รับทราบผลการประเมิน

33.กฏ ก.ตร. ว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ออกโดยอาศัยอำนาจใด
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 279 และมาตรา 280
- พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 31(2) และ 77
- มติ ก.ตร.ในการประชุมครั้งที่ 6/2551 เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม พ.ศ. 2551

34.เกี่ยวกับ กฎ.ก.ตร.
-ตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯให้ถือว่าประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจท้ายกฎ ก.ตร. นี้ เป็นประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจตามมาตรา 279 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 และเป็นจรรยาบรรณของตำรวจตามมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

35.กองบัญชาการศึกษา....ทำหน้าที่ส่งเสริมจริยธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตำรวจ
36.หากจเรตำรวจพบว่าหน่วยงานตำรวจตำรวจหรือข้าราชการตำรวจใด ละเมิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ..ในกรณีใด..ที่จเรตำรวจแห่งชาติต้องรายงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และแจ้งผู้บังคับบัญชาในระดับกองบัญชาการหรือหน่วยงานเทียบเท่ากองบัญชาการสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
- โดยพฤติการณ์ดังกล่าวอาจเกิดผลกระทบในทางเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
ข้อ 1.      สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะนิติบุคคลอยู่ในสังกัดใด
                      ก. สำนักนายกรัฐมนตรี                                               
                      ข.  กระทรวงมหาดไทย
                      ค.  เป็นองค์กรอิสระ                 
                      ง.  เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีกระทรวง หรือทบวง
ข้อ 2       การแบ่งส่วนราชการในสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกเป็นกองบัญชาการ  ให้ตราเป็นอะไร
ก. รัฐธรรมนูญ                                                             
ข.  พระราชกฤษฎีกา
ค.  พระราชกำหนด                                                       
      ง.  กฎกระทรวง
ข้อ 3       การเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ  ตามมาตรา 30(2) (ข)  โดยใคร
ก. ผู้กำกับการ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้เลือก
ข. พันตำรวจเอก หรือเทียบเท่าขึ้นไป
ค. กรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง และผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ
ง. ได้รับการสรรหาโดยกรรมการโดยตำแหน่ง
ข้อ 4       บุคคลตามข้อใดไม่เป็นกรรมการข้าราชการโดยตำแหน่ง
ก. นายกรัฐมนตรี                                                         
ข.  จเรตำรวจ
ค.  เลขาธิการ ก.พ.                                                         
ง.  ไม่มีข้อถูก
ข้อ 5       ข้อใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
ก. กำหนดชั้นยศที่ควรบรรจุแต่งตั้งและอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับสำหรับวุฒิปริญญาหรือ
          ประกาศนียบัตรต่างๆ
ข. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
ค. พิจารณาอนุมัติแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดและการควบคุมเกษียณอายุของ
          ข้าราชการตำรวจ
ง. พิจารณาดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ

ข้อ 6       ข้อใดถูกต้อง
ก. ถ้าผู้ซึ่งมียศตำรวจเป็นหญิงให้เติมคำว่า “หญิง หรือ ญ.” ท้ายยศตำรวจนั้นด้วย
ข. การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษอาจกระทำได้โดยประกาศพระบรมราชโองการ
ค. ตั้งแต่ว่าที่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไปให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้แต่งตั้ง
ง. การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
          ในกฎ  ก.ตร. และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโอการ
ข้อ 7       ข้อใดไม่ใช่ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามกฎก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดชื่อตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่เรียกชื่ออย่างอื่นและการเทียบตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่เรียกชื่ออย่างอื่นกับตำแหน่งข้าราชการตำรวจพ.ศ. 2547
ก. จเรตำรวจแห่งชาติ                                                 
ข.  รองจเรตำรวจแห่งชาติ
ค.  จเรตำรวจ                                                                   
ง.  รองจเรตำรวจ
ข้อ 8       ข้อเท็จจริงในการประชุมและองค์ประชุมของ ก.ตร.  ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง
ก. การประชุม ก.ตร.ต้องมีกรรมการข้าราชการตำรวจประชุมไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน
          กรรมการข้าราชการตำรวจทั้งหมด  จึงจะเป็นองค์ประชุม
ข. กรรมการข้าราชการตำรวจไม่น้อยกว่า6 คน  สามารถร้องขอให้เลิกประชุมได้
ค. กรณีกรรมการข้าราชการตำรวจไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการข้าราชการ
          ตำรวจที่มาประชุมเลือก กรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ง. กรณีเลขานุการ ก.ตร.  ไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้  ให้กรรมการข้าราชการตำรวจที่มา
          ประชุมเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่เลขานุการก.ตร.
ข้อ 9       การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ  ให้แต่งตั้งจากข้าราชการตำรวจยศใด
ก. พ.ต.อ.                                                                       
ข.  พ.ต.ท.  หรือ พ.ต.อ.
ค.  พ.ต.อ.  ซึ่งรับอัตราเงินเดือน (พ.ต.อ.)พิเศษ       
ง.  พ.ต.อ.  หรือ พล.ต.ต.
ข้อ 10     ผู้มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการลงมา  ในกองบัญชาการที่มิได้สังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  คือข้อใด
ก. นายกรัฐมนตรี                                                         
ข. ผู้บัญชาการโดยข้อเสนอแนะของผู้บังคับการ
ค.  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ                     
ง.  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติโดยความเห็นชอบของ ก.ตร.

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
ข้อสอบ กฎ ก.ตร. การประเมินฯ และ ประมวลจริยธรรมฯ และสืบสวนข้อเท็จจริง

ข้อ 1       การประเมินผลปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ  ให้ประเมินจากข้อใด
ก. ผลงานและผลสัมฤทธิ์ของงานของผู้ปฏิบัติ
ข. ผลสัมฤทธิ์และคุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการ
ค. ผลงานและคุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการ
ง. ผลสำเร็จและคุณลักษณะผู้ปฏิบัติราชการ
ข้อ 2       ข้อใดไม่ถูกต้อง
ก. หลักการที่จะประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ
      บนพื้นฐานของผลสำเร็จและผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
ข. การประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ  ให้ประเมินจากผลงานและคุณลักษณะ
      ผู้ปฏิบัติราชการ
ค. การประเมินผลการปฏิบัติราชการให้มีสัดส่วนคะแนนการประเมินจากผลงานไม่น้อยกว่า
      ร้อยละ 70
ง. คณะกรรมการพิจารณาการร้องทุกข์การประเมิน  เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของผู้รับ
      การประเมินที่เห็นว่าผลการประเมินของตนไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
ข้อ 3       กำหนดตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อประกาศเชิดชูเกียรติหน่วยงานและข้าราชการตำรวจที่ประพฤติปฏิบัติดีเยี่ยมตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ  ให้เสนอขอความเห็นชอบตามลำดับชั้นและต้องได้รับความเห็นชอบจาก
ก. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ                                 
ข.  ก.ตร.
ค.  ก.ต.ช.                                                                     
ง.  จเรตำรวจแห่งชาติ
ข้อ 4       หน่วยงานใดจัดให้มีศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ  ในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  รวมทั้งประสานงานกับกองบัญชาการต่างๆ จัดตั้งศูนย์ ดังกล่าว  หรือแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ  ในระดับกองบัญชาการ หรือกองบังคับการ  ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี
ก. กองบัญชาการศึกษา
ข. สถาบันการฝึกอบรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ค. จเรตำรวจแห่งชาติ
ง. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ข้อ 5       กฎ ก.ตร.ว่าด้วยประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ ฉบับที่ (2) พ.ศ. 2553  ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวัน เดือน ปี  ใด
ก. 14  ก.พ.  2553                                                      ข.  19  ก.ย.  2553
ค.  11  มี.ค.  2554                                                        ง.  12  มี.ค.  2554
ข้อ 6       ข้อใดคือประมวลความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ของวิชาชีพตำรวจที่ข้าราชการต้องยึดถือปฏิบัติ  เพื่อธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของข้าราชการตำรวจและวิชาชีพตำรวจ
ก.  มาตรฐานคุณธรรม  และอุดมคติของตำรวจ
ข. อุดมคติของตำรวจ
ค. จรรยาบรรณของตำรวจ
ง. มาตรฐานทางจริยธรรม
ข้อ 7       ข้อมูลข่าวสารที่ข้าราชการตำรวจได้มาจากการปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ  19  หรือจากการปฏิบัติหน้าที่อื่น  ข้าราชการตำรวจจะต้องรักษาข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นความลับอย่างเคร่งครัด  ข้าราชการตำรวจจะเปิดเผยข้อมูลนั้นได้ต่อเมื่อกรณีใด
ก. มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่
ข. เพื่อประโยชน์ในราชการตำรวจที่ชอบด้วยกฎหมาย
ค. เพื่อการดำเนินงานกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น
ง. ถูกทุกข้อ
ข้อ 8       ข้อใดไม่ถูกต้อง
ก. การสอบปากคำพยานของคณะกรรมการสืบสวนต้องมีกรรมการสืบสวนไม่น้อยกว่าสองคนจึง
      จะสอบสวนได้
ข. ในการสอบปากคำผู้กล่าวหาและพยาน  ห้ามมิให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนทำการ
      ล่อลวง  เพื่อจูงใจให้บุคคลนั้นให้ถ้อยคำอย่างใดๆ
ค. ในการสอบปากคำผู้กล่าวหาและพยาน  ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนเรียกผู้ซึ่งถูก
      สอบปากคำมาในที่สืบสวนคราวละหนึ่งคน
ง. เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในการสืบสวนให้ใช้ต้นฉบับเท่านั้น  ห้ามใช้สำเนา
ข้อ 9       กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2547  เมื่อมีกรณีควรทำการสืบสวนข้อเท็จจริงตาม กฎข้อ 4  เกิดขึ้นแล้วทำการสืบสวนข้อเท็จจริง  ให้ผู้บังคับบัญชา ระดับใดหรือใคร เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนด้วยตนเอง
ก. สารวัตร หรือเทียบเท่าขึ้นไป                           
ข.  รองสารวัตร หรือเทียบเท่าขึ้นไป
ค.  จเรตำรวจ                                                             
ง.  ข้อ  ก  และข้อ  ค  ถูก
ข้อ 10     ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสืบสวน/ผู้สืบสวน  เห็นว่าตนเองมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านเพราะมีเหตุซึ่งน่าเชื่ออย่างยิ่งว่าจะทำให้การสืบสวนเสียความเป็นธรรม  ให้ผู้นั้นรายงานผู้ใด
ก. รายงานต่อผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน/ผู้สั่งให้สั่งสืบสวน
ข. รายงานต่อประธานกรรมการสืบสวน/ผู้ทำการสืบสวน
ค. ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือถัดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
ง. ผู้บังคับบัญชาเหนือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน/ผู้สั่งให้สืบสวนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
ข้อ 11     การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน/สั่งให้ผู้ใดทำการสืบสวน  ถ้าเป็นราชการบริหารภูมิภาค  ประธานกรรมการ/ผู้สืบสวน  ต้องมีชั้นยศไม่ต่ำกว่าชั้นยศใด
ก. พันตำรวจตรี                                                         ข.  ร้อยตำรวจเอก
ค.  พันตำรวจโท                                                         ง.  พันตำรวจเอก
ข้อ 12     ข้อใดไม่ถูกต้อง
ก. ในกรณีแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน  ให้มีคณะกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการประจำอย่างน้อย
      สามคนประกอบด้วยข้าราชการตำรวจอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง
ข. การประชุมคณะกรรมการสืบสวน  ต้องมีกรรมการสืบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคนและ
      ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสืบสวนทั้งหมด
ค. การประชุมคณะกรรมการสืบสวนต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย  แต่ในกรณี
      จำเป็นที่ประธานกรรมการไม่สามารถไม่สามารถเข้าประชุมได้  ให้กรรมการที่มาประชุมเลือก
      กรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่แทน
ง. การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสืบสวนให้ถือเสียงเอกฉันท์  ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้
      ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 13     กรณีใด สามารถเป็นผู้สั่งแต่งตั้งกรรมการสืบสวน/ผู้สั่งสืบสวนได้
ก. รู้เห็นเหตุการณ์ในเรื่องที่สืบสวน                   
ข. เป็นผู้ร้องเรียนกล่าวหา หรือคู่สมรสกับผู้ร้องเรียนกล่าวหา
ค. มีส่วนได้เสียในเรื่องที่สืบสวน
ง. มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกสืบสวน
ข้อ 14     การแจ้งคำสั่ง ตามแบบ สส.1 ดังกล่าว  ให้แจ้งให้ถูกผู้กล่าวหามาชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องที่ถูกกล่าวหาต่อประธานกรรมการสืบสวน/ผู้สืบสวนภายในเวลาเท่าใด
ก. 7  วันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง                       
ข.  15  วันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง     
ค.  30  วันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง                     
ง.  60  วันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง
ข้อ 15     หากผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านกรรมการสืบสวน / ผู้สืบสวน  ให้ยื่นต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน / ผู้สั่งให้สืบสวน  ภายในกี่วันนับแต่วันรับทราบคำสั่งนั้น
ก. 7    วัน                                                                    ข.  15   วัน
ค.   30  วัน                                                                   ง.  60   วัน
ข้อ 16     เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน / ผู้สั่งให้สืบสวน  ได้รับความเห็นและผลการสืบสวนข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการสืบสวนแล้วต้องพิจารณาดำเนินการโดยเร็วที่สุด  แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินกี่วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องนั้นๆ
ก. 30    วัน                                                                  ข.  60   วัน
ค.   90   วัน                                                                  ง.  120   วัน
ข้อ 17     การนับระยะเวลา  ข้อใดถูกต้อง
ก. เวลาเริ่มต้นให้นับถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มต้นนับระยะเวลา
ข. กรณีขยายให้นับต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มระยะเวลาที่ขยายออกไป
ค. ส่วนเวลาสิ้นสุดถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่
      เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา
ง. ถูกทุกข้อ
ข้อ 18     เหตุตามข้อใด  ที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิคัดค้านการเป็นผู้สั่งแต่งตั้งกรรมการสืบสวน/ผู้สั่งให้สืบสวน
ก. รู้เห็นเหตุการณ์ในเรื่องที่สืบสวน
ข. เป็นผู้ร้องเรียนกล่าวหา  หรือเป็นคู่สมรสกับผู้ร้องเรียนกล่าวหา
ค. มีส่วนได้เสียในเรื่องที่สืบสวน
ง. มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกสิบสวน
ข้อ 19     การคัดค้านว่าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน  มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกสืบสวนนั้นต้องยื่นหนังสือคัดค้านต่อผู้ใด
ก. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ข. ผู้สั่งแต่งตั้งคระกรรมการสืบสวนนั้นเอง
ค. ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือถัดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง
ง. ผู้บังคับบัญชาเหนือผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนขึ้นไปชั้นหนึ่ง
ข้อ 20     ข้อใดถูกต้อง  ในกรณีที่ปรากฏว่าการสืบสวนตอนใดทำไม่ถูกต้อง  ให้การสืบสวนนั้นเสียไป
ก. การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน  ประธานกรรมการมีตำแหน่งและยศต่ำกว่าผู้กล่าวหา
ข. ในกรณีแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนให้มีกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการประจำน้อยกว่าสามคน
ค. การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยานของคณะกรรมการสืบสวนมีกรรมการน้อยกว่าสองคน
ง. ถูกทุกข้อ

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547

พระราชบัญญัติ
ตำรวจแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๗
                 
 
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗
เป็นปีที่ ๕๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
 
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ
 
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
 
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗”
 
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
 
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๒๑
(๒) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๑
(๓) ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔
(๔) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕
(๕) พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๓๘
(๖) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช ๒๔๗๗
(๗) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๗
(๘) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๙) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๔) พุทธศักราช ๒๔๘๐
(๑๐) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๔๙๓
(๑๑) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๙๕
(๑๒) พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ ๒๔๙๗
(๑๓) พระราชบัญญัติยศตำรวจ พุทธศักราช ๒๔๘๐
(๑๔) พระราชบัญญัติยศตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๕
(๑๕) พระราชบัญญัติยศตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๔
(๑๖) พระราชบัญญัติเครื่องแบบตำรวจ พุทธศักราช ๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๒)
(๑๗) พระราชบัญญัติเครื่องแบบตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๓
บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นในส่วนที่ได้บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
 
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
“ข้าราชการตำรวจ” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้หมายความรวมถึงข้าราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งหรือสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
“กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพื่อการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา
“กองบัญชาการ” หมายความรวมถึง ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกองบัญชาการด้วย
“กองบังคับการ” หมายความรวมถึง ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบกองบังคับการด้วย
 
มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
 
ลักษณะ ๑
บททั่วไป
                 
 
มาตรา ๖ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รักษาความปลอดภัยสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ
(๒) ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
(๓) ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา
(๔) รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร
(๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๖) ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
(๗) ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดความผิดทางอาญาขึ้นสำหรับการกระทำใดเป็นการเฉพาะ และตกอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติตาม (๓) (๔) หรือ (๕) จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ตาม (๓) (๔) หรือ (๕) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญาดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นใดก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ให้ข้าราชการตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ้นจากอำนาจหน้าที่ดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน และให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
 
มาตรา ๗ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งเสริมให้ท้องถิ่นและชุมชน มีส่วนร่วมในกิจการตำรวจเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามความเหมาะสม และความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ การดำเนินการมีส่วนร่วมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต.ช. กำหนด
 
มาตรา ๘ ข้าราชการตำรวจอาจให้แบ่งเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศด้วยก็ได้ โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ข้าราชการตำรวจตำแหน่งใดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด จะเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้กำหนดวิธีการบรรจุ การแต่งตั้ง การดำเนินการทางวินัย การบังคับบัญชา การโยกย้ายระหว่างข้าราชการตำรวจประเภทมียศและข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ รวมตลอดทั้งการปรับยศ และปรับเงินเดือนเมื่อมีการโยกย้ายดังกล่าวและการอื่นตามที่จำเป็นไว้ด้วย
พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ไม่มีผลกระทบฐานะของข้าราชการตำรวจที่มียศอยู่แล้วในวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
 
มาตรา ๙ วัน เวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี และการลาหยุดราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ก.ต.ช. จะกำหนดให้ข้าราชการตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวัน เวลา ที่แตกต่างจากที่คณะรัฐมนตรีกำหนดก็ได้
 
ลักษณะ ๒
การจัดระเบียบราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
                 
 
มาตรา ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการดังต่อไปนี้
(๑) สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๒) กองบัญชาการ
การแบ่งส่วนราชการตาม (๑) เป็นกองบัญชาการหรือการจัดตั้งกองบัญชาการตาม (๒) ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่น ให้ออกเป็นกฎกระทรวงและให้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้น แล้วแต่กรณี
 
มาตรา ๑๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าส่วนราชการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) รับผิดชอบควบคุมราชการประจำในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดแนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และลำดับความสำคัญของแผนการปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติราชการที่นายกรัฐมนตรีและ ก.ต.ช. กำหนด รวมทั้งกำกับ เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติรองจากนายกรัฐมนตรี
(๓) เป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๔) วางระเบียบหรือทำคำสั่งเฉพาะเรื่องไว้ให้ข้าราชการตำรวจหรือพนักงานสอบสวนปฏิบัติการเกี่ยวกับการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น
 
มาตรา ๑๒ ให้มีจเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรองจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนดหรือมอบหมาย
 
มาตรา ๑๓ ในกองบัญชาการหนึ่ง ให้มีผู้บัญชาการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วนราชการนั้น ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และจะให้มีรองผู้บัญชาการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรองจากผู้บัญชาการตามที่ผู้บัญชาการมอบหมายด้วยก็ได้
ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบเท่ากองบัญชาการด้วยโดยอนุโลม รวมทั้งให้หัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบดังเช่นผู้บัญชาการด้วย
 
มาตรา ๑๔ ผู้บัญชาการมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
(๑) บริหารราชการของกองบัญชาการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการ ก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) ควบคุม กำกับ ดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของกองบัญชาการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการ ก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๓) เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในราชการทั่วไปของกองบัญชาการ
(๔) รายงานผลการปฏิบัติงานพร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกสี่เดือน หรือตามระยะเวลาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด
(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการ ก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรี ในเรื่องใดกำหนดให้การดำเนินการใดเป็นอำนาจของอธิบดีหรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการมีอำนาจเช่นว่านั้นในฐานะเป็นอธิบดีหรือแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการในกองบัญชาการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ต.ช. กำหนด
 
มาตรา ๑๕ ในกองบังคับการหนึ่ง ให้มีผู้บังคับการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของกองบังคับการนั้น และจะให้มีรองผู้บังคับการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตำรวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรองจากผู้บังคับการตามที่ผู้บังคับการมอบหมายด้วยก็ได้
ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบเท่ากองบังคับการด้วยโดยอนุโลม รวมทั้งให้หัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบดังเช่นผู้บังคับการด้วย
ผู้บังคับการมีอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
(๑) บริหารราชการของกองบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการ ก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๒) ควบคุม กำกับ ดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของกองบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการ ก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(๓) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของทางราชการ ก.ต.ช. ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจที่สังกัดกองบัญชาการอื่นและปฏิบัติราชการประจำอยู่ในจังหวัดนั้น ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการ หรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีด้วย ในการนี้ ให้มีอำนาจสั่งการใด ๆ เพื่อให้เกิดการประสานงานและความร่วมมือกันในการปฏิบัติหน้าที่ หรือยับยั้งการกระทำใด ๆ ของข้าราชการตำรวจในจังหวัดที่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกองบัญชาการ มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราว แล้วรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
 
ลักษณะ ๓
คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ
                 
 
มาตรา ๑๖ ให้มีคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ต.ช.” มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ และกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบแบบแผน มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมาย

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
มาตรา ๑๗ ให้ ก.ต.ช. ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสี่คน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหาโดยกรรมการตาม (๑)
ให้ประธานกรรมการ โดยคำแนะนำของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโทขึ้นไปคนหนึ่งเป็นเลขานุการ ก.ต.ช. และแต่งตั้งข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรีขึ้นไปจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ก.ต.ช.
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๒) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ต.ช.
ให้นายกรัฐมนตรีประกาศรายชื่อกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิในราชกิจจานุเบกษา
 
มาตรา ๑๘ นอกจากอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๑๖ ให้ ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) ออกระเบียบ ประกาศ หรือมีมติในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการตำรวจ และวิธีปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามแบบแผนและนโยบายที่ ก.ต.ช. กำหนด
(๒) เสนอแนะให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๖ วรรคสอง
(๓) พิจารณาดำเนินการคัดเลือกข้าราชการตำรวจเพื่อดำเนินการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ
(๔) กำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจภูธรจังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่น ในกรณีที่ ก.ต.ช. เห็นว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม
(๕) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ต.ช. มอบหมาย
(๖) ตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย การบริหารราชการตำรวจให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น ในการนี้ ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจของกรุงเทพมหานคร จังหวัดและสถานีตำรวจต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจในเขตพื้นที่ดังกล่าว แล้วรายงาน ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีต่อไป
องค์ประกอบ การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ต.ช. กำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายหรือตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ต.ช.
ระเบียบหรือประกาศตาม (๑) เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
 
มาตรา ๑๙ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๗ (๒) ต้องมีความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ในด้านกฎหมาย การงบประมาณ การพัฒนาองค์กร การวางแผน หรือการบริหารและจัดการ
 
มาตรา ๒๐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีบริบูรณ์
(๓) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเป็นที่ปรึกษาของข้าราชการการเมืองหรือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
(๔) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง
(๕) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๗) ไม่เป็นผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๘) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
(๙) ไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
(๑๐) ไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
 
มาตรา ๒๑ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปีและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับสรรหาใหม่เข้ารับหน้าที่
 
มาตรา ๒๒ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๒๑ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐
(๕) ก.ต.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือมีการกระทำ หรือมีคุณลักษณะไม่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการ
ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการแทน เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน ในกรณีนี้จะไม่ดำเนินการให้มีการสรรหาก็ได้
ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
 
มาตรา ๒๓ การประชุมของ ก.ต.ช. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ในการประชุม ก.ต.ช. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่งจะมอบหมายบุคคลใดให้มาประชุมแทนไม่ได้
ให้ ก.ต.ช. มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุมและการลงมติของ ก.ต.ช. คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๑๘ (๕) และของคณะกรรมการตามมาตรา ๑๘ (๖)

ลักษณะ ๔
ยศตำรวจและชั้นข้าราชการตำรวจ
                   

มาตรา ๒๔ ยศตำรวจมีตามลำดับดังต่อไปนี้
พลตำรวจเอก
พลตำรวจโท
พลตำรวจตรี
พันตำรวจเอก
พันตำรวจโท
พันตำรวจตรี
ร้อยตำรวจเอก
ร้อยตำรวจโท
ร้อยตำรวจตรี
ดาบตำรวจ
จ่าสิบตำรวจ
สิบตำรวจเอก
สิบตำรวจโท
สิบตำรวจตรี
ว่าที่ยศใดให้ถือเสมือนมียศนั้น ถ้าผู้ซึ่งมียศตำรวจเป็นหญิง ให้เติมคำว่า “หญิง” ท้ายยศตำรวจนั้นด้วย

มาตรา ๒๕ ชั้นข้าราชการตำรวจมีดังต่อไปนี้
(๑) ชั้นสัญญาบัตร ได้แก่ ผู้มียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป
(๒) ชั้นประทวน ได้แก่ ผู้มียศสิบตำรวจตรี สิบตำรวจโท สิบตำรวจเอก จ่าสิบตำรวจ และดาบตำรวจ
(๓) ชั้นพลตำรวจ ได้แก่ พลตำรวจสำรอง
พลตำรวจสำรอง คือ ผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ โดยได้รับการคัดเลือกหรือสอบแข่งขันเข้ารับการศึกษาอบรมในสถานศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มาตรา ๒๖ การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นกรณีพิเศษ อาจกระทำได้โดยประกาศพระบรมราชโองการ
ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรจะแต่งตั้งว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นการชั่วคราวก็ได้ โดยให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้ เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(๑) ตั้งแต่ว่าที่ยศพลตำรวจตรีขึ้นไป ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง
(๒) ตั้งแต่ว่าที่ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่าว่าที่ยศพันตำรวจเอก ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง

มาตรา ๒๗ การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวน ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้บังคับบัญชาระดับผู้บัญชาการขึ้นไปซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
การแต่งตั้งยศตำรวจชั้นประทวนเป็นกรณีพิเศษ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

มาตรา ๒๘ การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ

มาตรา ๒๙ การให้ออกจากว่าที่ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือการถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นประทวน ให้ผู้มีอำนาจสั่งตามมาตรา ๒๖ วรรคสาม หรือมาตรา ๒๗ แล้วแต่กรณี สั่งได้ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ลักษณะ ๕
คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
                   

มาตรา ๓๐ ให้มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.ตร.” ประกอบด้วย
(๑) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ เลขาธิการ ก.พ. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่ง
(๒) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งได้รับการเลือกตามมาตรา ๓๕ ดังต่อไปนี้
(ก) ผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการ หรือเทียบผู้บัญชาการขึ้นไปจำนวนห้าคน แต่ต้องเป็นผู้ซึ่งพ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วเกินหนึ่งปี
(ข) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจจำนวนหกคน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม หรือสาขาอื่นตามที่ ก.ตร. กำหนด สาขาละไม่เกินหนึ่งคน เว้นแต่ในกรณีที่มีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจตาม (๑) เพิ่มขึ้น ก็ให้มีกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนของรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่เพิ่มขึ้นนั้น
บุคคลซึ่งเคยเป็นข้าราชการตำรวจ หากได้พ้นจากความเป็นข้าราชการตำรวจไปแล้วเกินสิบปีและมีอายุไม่เกินหกสิบห้าปี อาจได้รับการสรรหาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๒) (ข) ได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่เกินหนึ่งคน
ให้ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นเลขานุการ ก.ตร. และรองผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ก.ตร.
ให้นายกรัฐมนตรีประกาศรายชื่อกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๓๑ ให้ ก.ตร. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจและจัดระบบราชการตำรวจ รวมตลอดทั้งการอบรมและพัฒนาข้าราชการตำรวจ ในการนี้หาก ก.ต.ช. ได้กำหนดระเบียบแบบแผนและนโยบายไว้เป็นการทั่วไป การกำหนดในเรื่องดังกล่าวของ ก.ตร. ต้องสอดคล้องกับระเบียบแบบแผนและนโยบายของ ก.ต.ช. และให้ ก.ตร. แจ้งการดำเนินการนั้นให้ ก.ต.ช. ทราบด้วย
(๒) ออกกฎ ก.ตร. ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมีมติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(๓) กำกับดูแล ตรวจสอบ และแนะนำ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกระเบียบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานเกี่ยวกับการสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการและการปฏิบัติการอื่นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(๔) รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มค่าครองชีพ สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูลอื่นสำหรับข้าราชการตำรวจให้เหมาะสม
(๕) กำหนดชั้นยศที่ควรบรรจุแต่งตั้งและอัตราเงินเดือนที่ควรได้รับสำหรับวุฒิปริญญาหรือประกาศนียบัตรต่าง ๆ
(๖) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
(๗) พิจารณาอนุมัติแก้ไขทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิด และการควบคุมเกษียณอายุของข้าราชการตำรวจ
(๘) ในกรณีที่พิจารณาเห็นว่าการปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีมติสั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติการให้ถูกต้องเหมาะสม ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ปฏิบัติการตามมติดังกล่าว ให้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป
(๙) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงานตามที่ ก.ตร. มอบหมาย
(๑๐) ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น
กฎ ก.ตร. เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา ๓๒ เพื่อรักษาความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ให้ ก.ตร. ออกกฎ ก.ตร. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจไว้ให้ชัดเจนแน่นอน กฎ ก.ตร. ดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๓๓ กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๐ และต้องไม่เป็นข้าราชการหรือกลับเข้ารับราชการสำหรับกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) และต้องไม่เป็นข้าราชการตำรวจ สำหรับกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ข)
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ ก.ตร. เป็นผู้วินิจฉัย

มาตรา ๓๔ กรรมการข้าราชการตำรวจจะเป็นกรรมการใน ก.ต.ช. ในขณะเดียวกันไม่ได้ เว้นแต่นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

มาตรา ๓๕ การเลือกกรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ ให้ดำเนินการดังนี้
(๑) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ก) ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้กำกับการ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไปเป็นผู้เลือก
(๒) กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๓๐ (๒) (ข) ให้กรรมการข้าราชการตำรวจโดยตำแหน่งตามมาตรา ๓๐ (๑) และผู

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
มาตรา ๖๔ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้สั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจระดับ ส.๘ ระดับ ส.๗ และระดับ ส.๖ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. แล้ว
การสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับ ส.๕ ลงมาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร.
การพิจารณาเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ให้คำนึงถึงคุณภาพและปริมาณงานประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานที่ได้ปฏิบัติมา ความสามารถ และความอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนการรักษาวินัยและการปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการตำรวจตามรายงานของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
การเลื่อนเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษเกินสองขั้น ต้องได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. เป็นพิเศษเฉพาะราย

มาตรา ๖๕ ข้าราชการตำรวจผู้ใดถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก.ตร. จะพิจารณาเลื่อนเงินเดือนให้ผู้นั้นเป็นกรณีพิเศษเพื่อประโยชน์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญก็ได้

มาตรา ๖๖ ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่พัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อเพิ่มความรู้ ทักษะ ทัศนคติ คุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้งประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนเงินเดือน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

หมวด ๓
เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มอื่น
                   

มาตรา ๖๗ อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง การให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งและการจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง

มาตรา ๖๘ ให้ข้าราชการตำรวจได้รับเงินเดือนดังต่อไปนี้
(๑) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ได้รับเงินเดือนขั้นสูงสุดของระดับ ส. ๙
(๒) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๘
(๓) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๗
(๔) ข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๖
(๕) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกอัตราเงินเดือนพันตำรวจเอก (พิเศษ) ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๕
(๖) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอก ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๔
(๗) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจโท ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๓
(๘) ข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๒
(๙) ข้าราชการตำรวจยศร้อยตำรวจเอก ร้อยตำรวจโท และร้อยตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ส. ๑
(๑๐) ข้าราชการตำรวจยศดาบตำรวจ ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๓
(๑๑) ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจอัตราเงินเดือนจ่าสิบตำรวจ (พิเศษ) ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๒
(๑๒) ข้าราชการตำรวจยศจ่าสิบตำรวจ สิบตำรวจเอก สิบตำรวจโท และสิบตำรวจตรี ให้ได้รับเงินเดือนระดับ ป. ๑
(๑๓) ข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจสำรอง ให้ได้รับเงินเดือนระดับ พ. ๑
ให้ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่งได้รับเงินเดือนในขั้นต่ำของระดับนั้นๆ ในกรณีที่จะให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของระดับ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
ข้าราชการตำรวจตาม (๒) ถึง (๑๓) อาจได้รับเงินเดือนในระดับสูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งก็ได้ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการได้รับเงินเดือนในระดับสูงขึ้นดังกล่าวและการรับเงินประจำตำแหน่งไว้ด้วย

มาตรา ๖๙ ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามจำนวน หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

มาตรา ๗๐ ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน เงินเพิ่มอื่น หรือเงินช่วยเหลือตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๗๑ ข้าราชการตำรวจอาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่ประจำอยู่ในต่างประเทศ หรือตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

หมวด ๔
การรักษาราชการแทนและการปฏิบัติราชการแทน
                   

มาตรา ๗๒ ในกรณีที่ตำแหน่งข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้สั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้
(๑) นายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
(๒) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สำหรับตำแหน่งตั้งแต่จเรตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมา
(๓) ผู้บัญชาการหรือตำแหน่งเทียบเท่า สำหรับตำแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมาในส่วนราชการนั้น
(๔) ผู้บังคับการ หรือตำแหน่งเทียบเท่า สำหรับตำแหน่งตั้งแต่ผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือตำแหน่งเทียบเท่าลงมาในส่วนราชการนั้น
ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดรักษาราชการแทนและมีผู้ดำรงตำแหน่งรองของตำแหน่งนั้น ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของตำแหน่งดังกล่าว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเป็นผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้น ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยหลายคน ให้ผู้มีอาวุโสตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ก็ให้ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรผู้มีอาวุโสตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. ในส่วนราชการหรือหน่วยงานนั้นเป็นผู้รักษาราชการแทน
เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๕๑ (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) เป็นการย้อนหลัง การปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งเดิมที่ได้กระทำไปก่อนมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นอันใช้ได้

มาตรา ๗๓ นอกจากที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ และการดำเนินการด้านอื่นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใดในกิจการของแต่ละกองบัญชาการ ให้ผู้บัญชาการของแต่ละกองบัญชาการนั้น เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ในการปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ผู้บัญชาการจะมอบหมายให้รองผู้บัญชาการปฏิบัติราชการแทนก็ได้
ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่กำกับติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง และให้มีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการหรือการระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจของผู้บัญชาการตามวรรคหนึ่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะระงับการใช้อำนาจของผู้บัญชาการดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวและใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.ต.ช. กำหนด

มาตรา ๗๔ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินการอื่นใดที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานจะพึงปฏิบัติ หรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอำนาจไว้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานอาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยหรือผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงานถัดลงไปตามลำดับหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าหรือข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรในส่วนราชการหรือในหน่วยงานนั้นปฏิบัติราชการแทนได้
การมอบอำนาจตามวรรคหนึ่งให้ทำเป็นหนังสือ และให้ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่แนะนำ กำกับ และติดตามการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และในกรณีที่เห็นว่าผู้รับมอบอำนาจปฏิบัติราชการในเรื่องใดโดยไม่สมควร ให้มีอำนาจแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจนั้นได้
เมื่อมีการมอบอำนาจแล้ว ผู้รับมอบอำนาจมีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจนั้น และจะมอบอำนาจนั้นให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากผู้มอบอำนาจไว้เป็นกรณี ๆ ไป

มาตรา ๗๕ ให้ผู้รักษาราชการแทนตามมาตรา ๗๒ มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนมีอำนาจและหน้าที่เป็นกรรมการหรือมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาราชการแทน
การสั่งให้รักษาราชการแทนให้มีผลนับแต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเข้ารับหน้าที่และให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือตำแหน่งผู้ช่วยพ้นจากความเป็นผู้รักษาราชการแทนนับแต่เวลาที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปแล้วในระหว่างเป็นผู้รักษาราชการแทน

มาตรา ๗๖ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้อำนาจหรือหน้าที่ใดเป็นของปลัดกระทรวง การใช้อำนาจหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวสำหรับส่วนราชการหรือหน่วยงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ถือเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หมวด ๕
วินัยและการรักษาวินัย
                   

มาตรา ๗๗ ข้าราชการตำรวจต้องถือและปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และจรรยาบรรณของตำรวจตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร. และต้องรักษาวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัด
กฎ ก.ตร. ตามวรรคหนึ่ง ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๗๘ การกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ การไม่รักษาวินัยตามที่บัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามในเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี จรรยาบรรณของตำรวจ และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
(๒) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม
(๓) ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อย
(๔) ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้
(๕) ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว
(๖) ต้องรักษาความลับของทางราชการ
(๗) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
(๘) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อยโดยห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
(๙) ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจ อุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
(๑๐) ต้องไม่กระทำการอันเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีระหว่างข้าราชการตำรวจ
(๑๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
(๑๒) ต้องไม่ใช้กิริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร
(๑๓) ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
(๑๔) ต้องไม่กระทำด้วยประการใด ๆ ในลักษณะที่เป็นการบังคับผู้บังคับบัญชาเป็นทางให้เสียระเบียบแบบแผนวินัยตำรวจ
(๑๕) ต้องไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการหรือทำให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ
(๑๖) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
(๑๗) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
(๑๘) กระทำการหรือไม่กระทำการตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

มาตรา ๗๙ การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่การกระทำดังต่อไปนี้
(๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
มาตรา ๘๙ ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษทัณฑกรรม
ถ้าผู้บังคับบัญชาเห็นว่าผู้กระทำผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอำนาจสั่งลงโทษ ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของตนที่มีอำนาจ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการเพื่อลงโทษตามควรแก่กรณี
ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้
การลงโทษตามมาตรานี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอำนาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษและอัตราโทษได้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

มาตรา ๙๐ ข้าราชการตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ สั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษต่ำกว่าปลดออก
การพิจารณาสั่งลงโทษของผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๒ (๒) (๓) และ (๔) ให้ผู้มีอำนาจดังกล่าวตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอ โดยคณะกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรองหัวหน้าหน่วยงานนั้นทุกคน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎ ก.ตร.
ผู้ถูกลงโทษปลดออกตามมาตรานี้ ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจากราชการ

มาตรา ๙๑ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจผู้ใดแล้ว ให้รายงานการดำเนินการทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชาที่มีตำแหน่งเหนือผู้ดำเนินการทางวินัยและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาที่ได้รับรายงานตามวรรคหนึ่งเห็นว่าการยุติเรื่อง การงดโทษหรือการลงโทษเป็นการไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ก็ให้มีอำนาจสั่งลงโทษ เพิ่มโทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่หนักขึ้น ลดโทษลงเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง งดโทษโดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือน หรือยกโทษให้ถูกต้องหรือเหมาะสมตามควรแก่กรณี ตลอดจนแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในคำสั่งเดิมให้ถูกต้องเหมาะสมได้ด้วย และในกรณีที่เห็นว่าควรดำเนินการอย่างใดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาให้ได้ความจริงและยุติธรรมก็ให้มีอำนาจดำเนินการหรือสั่งดำเนินการได้ตามควรแก่กรณี โดยการสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษเป็นสถานโทษที่หนักขึ้น ต้องไม่เกินอำนาจของตนตามมาตรา ๘๙ และการเพิ่มอัตราโทษเมื่อรวมกับอัตราโทษเดิมต้องไม่เกินอำนาจนั้นด้วย ถ้าเกินอำนาจของตน ก็ให้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นตามลำดับเพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณี ทั้งนี้ ถ้าเห็นว่าการจะสั่งลงโทษหรือเพิ่มโทษนั้นกรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้รายงานต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้พิจารณาดำเนินการ
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษตามมาตรา ๘๙ สั่งยุติเรื่อง หรือสั่งงดโทษข้าราชการตำรวจผู้ใดไปแล้ว แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นว่ากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือเมื่อได้รับรายงานที่ผู้บังคับบัญชาตามวรรคสองเห็นว่ากรณีเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา ๘๖ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ ไว้แล้ว ก็ให้ดำเนินการตามมาตรา ๙๐
เมื่อมีกรณีเพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคำสั่งใหม่ และในคำสั่งดังกล่าวให้สั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษเดิมด้วย พร้อมทั้งระบุวิธีการดำเนินการให้ผู้ถูกลงโทษตามคำสั่งเดิมรับโทษที่เพิ่มขึ้นหรือกลับคืนสู่ฐานะเดิม แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.

มาตรา ๙๒ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการในเรื่องใดไปแล้ว ถ้า ก.ตร. พิจารณาเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่ ให้ ก.ตร. มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่ในเรื่องนั้นได้ตามความจำเป็นโดยจะสอบสวนเองหรือตั้งอนุกรรมการหรือให้คณะกรรมการสอบสวน สอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่แทนก็ได้ หรือกำหนดประเด็นหรือข้อสำคัญที่ต้องการทราบส่งไป เพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนที่ผู้บังคับบัญชาได้แต่งตั้งไว้เดิมทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ด้วย
ในการดำเนินการตามมาตรานี้ให้นำมาตรา ๙๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๙๓ ให้ผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน และกรรมการสอบสวน เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้กรรมการสอบสวนมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของกรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจเรียกให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำหรือชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวน

มาตรา ๙๔ ข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือมีกรณีที่ถูกชี้มูลความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้แล้ว แม้ต่อมาข้าราชการตำรวจผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้วก็ให้ทำการสอบสวนต่อไปได้ แต่ต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันออกจากราชการ
การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตำรวจตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ เว้นแต่กรณีที

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
ถาม – ตอบ การตรวจสถานที่เกิดเหตุของตำรวจ
 
สถานที่เกิดเหตุ หมายถึงอะไร
ตอบ  หมายถึง  สถานที่ที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและอาจหาวัตถุพยานได้ด้วยซึ่งจะทำให้ผู้ที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุสามารถอ่านสภาพของสถานที่เกิดเหตุออกมาได้ว่า ใคร ควรจะเป็นผู้กระทำความผิด ทำอย่างไรด้วยวิธีการใด เมื่อเวลาอะไรและประสงค์ต่ออะไร
จงอธิบายความสำคัญของสถานที่เกิดเหตุ
ตอบ   การตรวจสถานที่เกิดเหตุเป็นหัวใจของงานสืบสวนสอบสวนจะประสพความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความละเอียดรอบคอบและปฏิบัติงานตามหลักวิชาของเจ้าหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุเนื่องจากเป็นบริเวณที่ซึ่งอาชญากรมักทิ้งร่องรอยไว้เสมอ และสามารถพบพยานหลักฐานต่างๆในคดี  เช่น ศพ ผู้เสียหาย วัตถุพยาน พยานบุคคล
ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุมีจุดประสงค์อย่างไร
ตอบ  เพื่อตรวจเก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆให้ได้มากที่สุดเพื่อเอาไปตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียดให้ทราบถึงมูลคดีแล้วแจ้งผลให้พนักงานสอบสวนทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ในแนวทางสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด
อุปกรณ์สำหรับตรวจสถานที่เกิดเหตุ มีอะไรบ้าง
ตอบ   ตำรวจไทยควรจัดหา จัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับตรวจสถานที่เกิดเหตุ ด้วยตนเอง ดังนี้.-
กล้อง ถ่ายรูป ควรใช้เลนส์แบบถ่ายภาพแบบมาโครสำหรับถ่ายภาพ สภาพทั่วไปของสถานที่เกิดเหตุ ภาพวัตถุพยาน ช่องทางประตู หน้าต่าง สิ่งผิดปกติอื่นๆ
กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว สำหรับถ่ายภาพขั้นตอนการตรวจสถานที่เกิดเหตุของนักสืบ
เครื่องบันทึกเสียงดิจิตอล
แถบวัดบอกขนาดวัตถุ สำหรับวางทาบกับวัตถุพยาน ทำให้ทราบขนาดของวัตถุพยานได้จากภาพถ่าย
แถบวัดระยะ สำหรับวัดหาระยะ จุดพบศพ จุดพบวัตถุ ขนาดห้องที่เกิดเหตุ ความกว้างสูงของหน้าต่างประตู ช่องทางที่คนร้ายลอดเข้ามา ฯลฯ
เครื่องวัดระยะแบบละเอียด (ฟิงเกอร์เกจ)
ชุดเก็บลายนิ้วมือแฝง
ซอง และ ถุง พลาสติกสำหรับใส่วัตถุพยาน พร้อมสติกเกอร์สำหรับเขียนบ่งบอกลำดับ รายละเอียด
ขวดสำหรับเก็บวัตถุพยานที่เป็นของเหลว พร้อมเทปสำหรับคาดผนึกฝาขวด
ก้านสำลี สำหรับเก็บวัตถุพยานที่เป็นของเหลว หรือ ผง ที่มีขนาดเล็ก
ก้อนสำลีสำหรับซับเก็บ เลือด น้ำอสุจิ น้ำคัดหลั่งจากร่างกาย ฯลฯ
แว่นขยาย สำหรับตรวจดูวัตถุพยาน หรือ บาดแผลที่มีขนาดเล็ก
ถุงมือยาง
ผ้าปิดจมูก
มีดคัทเตอร์
อุปกรณ์ช่างเท่าที่จะสามารถนำติดตัวไปได้
แบบฟอร์มบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ กระดาษเปล่า ปากกา
เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุกรณีมีคนตายหรือการเกิดอุบัติเหตุ พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติอย่างไร
ตอบ  ต้องประสานงานร่วมกับแพทย์นิติเวชผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพ พร้อมทั้งมีการเตรียมการและมีการวางแผนการดำเนินการ เตรียมเครื่องมือการตรวจให้พร้อม เตรียมการสำหรับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากในสถานที่เกิดเหตุย่อมไม่เป็นสถานที่ปลอดภัยเสมอไป พนักงานสอบสวนจะต้องเข้าค้นหาพยานหลักฐานควรต้องทำให้เป็นระบบที่เตรียมการอย่างเคร่งครัด รวมทั้งการตรวจหาอาวุธและวัตถุพยาน ฯลฯ
ถ้าในสถานที่เกิดเหตุมีร่องรอยของการต่อสู้ พนักงานสอบสวนและแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพต้องตรวจหาร่องรอยการต่อสู้ งัดแงะ ฯลฯ ในสถานที่เกิดเหตุ และต้องคอยระมัดระวังดูแลรักษาสถานที่เกิดเหตุ ไม่ให้บุคคลภายนอกที่ไม่ข้องเกี่ยวกับคดีเข้าไปวุ่นวายภายในสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งการปล่อยบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเข้าไปวุ่นวาย อาจทำลายพยานหลักฐานที่ปรากฏในสถานที่เกิดเหตุได้โดยไม่ตั้งใจ เพราะฉะนั้นพนักงานสอบสวนต้องเข้มงวดในการกั้นสถานที่เกิดเหตุ รวมทั้งต้องดำเนินการเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บหรือศพอีกด้วย
ก่อนเข้าทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ แพทย์และพนักงานสอบสวนต้องคำนึงถึงสิ่งใด
ตอบ  ต้องคำนึงถึงอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้นได้เช่น อันตรายจากก๊าซพิษและไฟฟ้าลัดวงจรกรณีที่มีเพลิงไหม้ อันตรายจากรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ในรายที่เกิดอุบัติเหตุจราจร อันตรายจากการระเบิดกรณีที่มีเหตุวางระเบิดซึ่งอาจจะมีระเบิดตกค้างอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ อันตรายจากตึกถล่ม สำหรับพนักงานสอบสวนหรือแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ชันสูตรพลิกศพควรระลึกไว้เสมอว่า การตรวจที่เกิดเหตุไม่ใช่สามารถตรวจครั้งเดียวจะเสร็จสิ้นได้เสมอไป บางครั้งอาจจะต้องกลับมาตรวจเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง
ถ้าประสบเหตุหรือถูกตามให้เข้าไปในสถานที่พบศพหรือสถานที่เกิดเหตุ เป็นคนแรก ควรปฏิบัติอย่างไร
ตอบ   ไม่ว่าพนักงานสอบสวนหรือสืบสวนระดับชั้นยศใดก็ตาม  ถ้าบังเอิญประสบเหตุหรือถูกตามให้เข้าไปในสถานที่พบศพหรือสถานที่เกิดเหตุ เป็นคนแรก  ควรปฏิบัติ  ดังต่อไปนี้
1.บันทึก วัน เวลา ที่เข้าไปในที่พบศพหรือที่เกิดเหตุ
2.เข้าที่เกิดเหตุโดยหลีกเลี่ยงการอาจจะทำลายหลักฐานหรือวัตถุพยาน
3.รักษาสถานที่เกิดเหตุมิให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปเป็นอันขาด
4.ถ้ามีผู้บาดเจ็บที่มีอาการหนัก จะต้องพยายามตามหน่วยรักษาพยาบาลที่เกี่ยวข้องหรือที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อนำ ผู้บาดเจ็บไปรับการรักษาพยาบาลโดยเร็ว ถึงแม้กว่าการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บอาจจะทำลายพยานวัตถุบางอย่าง แต่เพื่อการรักษาชีวิต  และถ้าเป็นไปได้ควรมีผู้ร่วมทางไปกับผู้บาดเจ็บด้วย เนื่องจากอาจจะได้ปากคำของผู้บาดเจ็บในระหว่างทาง หรือในขณะกำลังจะเสียชีวิต  ซึ่งปากคำนั้นมีคุณค่าต่อการสอบสวนสืบสวนมาก
5.ดำเนินการเกี่ยวกับผู้ตาย  เมื่อมีศพควรพยายามที่จะไม่ทำการใดใดเกี่ยวกับศพ  แต่จะต้องรายงานพนักงานสอบสวนผู้มีหน้าที่ให้ทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการเกี่ยวกับการชันสูตรตามกฎหมาย
6.รายงานผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบ หรือผู้ร่วมงาน หรือแพทย์ผู้ชันสูตร  เพื่อทำการชันสูตรและขอกำลังสนับสนุน
7.บันทึกเกี่ยวกับอาวุธที่พบในที่เกิดเหตุหรือที่พบศพ ตำแหน่งที่พบ และความสัมพันธ์ของท่าทางศพกับตำแหน่งของอาวุธ
8.ในบางครั้งอาจพบผู้ต้องสงสัยในที่เกิดเหตุ ให้ดำเนินการจับกุมหรือควบคุมตัวไว้ก่อน เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือการทำลายหลักฐาน โดยแจ้งให้ทราบถึงข้อกำหนดตามกฎหมาย(ต่างประเทศ) จนกว่ากำลังสนับสนุนจะมาถึง
9.สอบสวนผู้อยู่ในเหตุการณ์ไปพลางก่อน  มีใครบ้างในที่เกิดเหตุตอนที่พนักงานไปพบ  การถามให้ถามสั้นๆเท่านั้นเพราะหน้าที่หลักคือรักษาสถานที่เกิดเหตุ  ถ้ามีทั้งผู้ต้องสงสัยและพยานอยู่ในที่เกิดเหตุให้แยกที่กักตัวเท่าที่จะ ทำได้  อย่าแสดงความคิดเห็นต่อพยานหรือคนมุง แต่ให้พยายามฟังว่าเขาพูดอะไรกันบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพนักงานสอบสวนมาก  ป้องกันสิ่งที่เป็นพยานไม่ให้หายไป ระหว่างรอกำลังสนับสนุนหรือผู้บังคับบัญชา  การติดต่อกรณีนี้ควรใช้โทรศัพท์ เนื่องจากมีนักข่าวสื่อมวลชนจำนวนมากที่มีวิทยุของตำรวจหรือใช้คลื่นตำรวจ  เพื่อป้องกันการมีคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชันสูตรมาอยู่ในที่เกิดเหตุมาก เกินไป
10.มอบการรักษาที่เกิดเหตุให้พนักงานสอบสวน เพื่อจะรักษาต่อไปจนกว่าการชันสูตรหรือตรวจสถานที่ ได้ทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ซึ่งหมายความว่าจนกว่าการทำรายงานเกี่ยวกับสถานที่เสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งอาจจะใช้เวลาหลายวัน
การตรวจศพในสถานที่เกิดเหตุ เป็นหน้าที่ของใคร
ตอบ  เป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ โดยจะต้องทำการตรวจสภาพศพโดยคร่าว ๆ เท่านั้นเช่น ตรวจพบบาดแผลบนร่างกายของศพ ต้องระบุประเภทของบาดแผลว่า บาดแผลที่พบนั้นเป็นบาดแผลชนิดใด ถูกของไม่มีคม บาดแผลมีคมหรือบาดแผลที่เกิดจากกระสุนปืน รวมทั้งสรุปจำนวนบาดแผลที่ตรวจพบ
การตรวจศพในสถานที่เกิดเหตุนั้นพนักงานสืบสวนสอบสวนควรให้ความสนใจในเรื่องใด
ตอบ  การตรวจศพในสถานที่เกิดเหตุนั้นพนักงานสืบสวนสอบสวนควรให้ความสนใจในเรื่อง  ต่อไปนี้คือ
1.ท่าทางของศพเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง และถ่ายรูปไว้ก่อนที่ขยับศพ
2.เสื้อผ้าที่ติดอยู่กับศพ ว่าอยู่ในตำแหน่งใด  ถูกดึงรั้งส่วนไหน กางเกงในดึงลงมาเท่าไร  มีรูทะลุเข้าบาดแผลหรือไม่ (ห้ามใช้วัตถุใดใดแยงเข้าไปในบาดแผล เพราะอาจไปทำลายหรือเพิ่มเศษสิ่งบางอย่างในแผลได้) รวมถึงการตรวจค้นตามกระเป๋าเสื้อ-กางเกง
3.จากนั้นจึงค่อยตรวจร่างกายทั่วไป หัวหันอย่างไร ตาลืม? ปากอ้า? มีน้ำ หรือของเหลวใด ที่อวัยวะหรือเสื้อผ้าส่วนใด มีบาดแผลใดบ้าง โดยเริ่มตั้งแต่ หัว ตัว แขน และขา ซึ่งการตรวจนี้ เป็นเพียงเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น ผลการตรวจละเอียดต้องรอจากการผ่าศพของนิติเวชแพทย์
4.เก็บรักษาบางส่วนของศพแล้วแต่กรณี  เสื้อผ้าที่ใส่อยู่บนตัวศพ ห้ามถอดออก ต้องนำไปตรวจพร้อมกับศพเสมอ อาจจะต้องใช้ถุงกระดาษห่อหุ้มบางส่วนของศพเพื่อป้องกันการปนเปื้อนหรือการ สูญหายของวัตถุพยาน บางกรณีอาจจะต้องห้ามการพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไว้ก่อน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเช่นกัน เช่น กรณีใช้อาวุธปืน ศพที่ถูกข่มขืนและฆ่า ฯลฯ จนกว่าการตรวจศพอย่างละเอียดเสร็จสิ้นแล้ว
5.หลังเคลื่อนย้ายศพแล้ว ให้ประมาณปริมาณเลือดในที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่ง
กรณีที่พบศพที่เชื่อว่าถูกนำมาทิ้งจากที่อื่นตรวจสถานที่ให้ละเอียดเช่นกันตรวจคราบเลือด หรือร่องรอยการเดินหรือเคลื่อนที่ตามเส้นทางที่จะเข้าออกสถานที่นั้น(ซึ่ง อาจจะมีอยู่จำกัด) รอยลู่ของหญ้า รอยเท้าหรือรอยลากบนพื้น กิ่งไม้ที่หักเป็นทาง ฯลฯ
7.ถ้าศพพบที่กลางแจ้งการตรวจที่เกิดเหตุต้องรีบทำเพราะพยานหลักฐานต่างๆอาจ จะถูก ลบเลือนได้ง่ายจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศเช่น ลม ฝน หิมะ ฯลฯ
จงอธิบายความสำคัญของสิ่งที่ปรากฏในสถานที่เกิดเหตุ
ตอบ  สิ่งที่ปรากฏในสถานที่เกิดเหตุ (Scene Marker) เป็นสิ่งที่ปรากฏขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ฆาตกรรมเช่น       คราบเลือด น้ำลาย ก้นบุหรี่ เศษผ้า ฯลฯ ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียดสามารถช่วยบอกระยะเวลาการตายของผู้ตายได้เป็นอย่างดี และเป็นหลักฐานสำคัญแก่พนักงานสอบสวนในการนำไปสู่ตัวคนร้าย
พยานทางฟิสิกส์ คืออะไร
ตอบ  หมายถึงพยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวกับคดี จะเป็นอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ศพ รถ เศษผ้า กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี ภาพวิดีโอ ฯลฯ
จงอธิบายความสำคัญของพยานทางฟิสิกส์
ตอบ   1.พยานทางฟิสิกส์เป็นเครื่องช่วยชี้ว่ามีการก่ออาชญากรรมแน่นอน เช่น ผู้เสียหายแจ้งว่าถูกข่มขืน และตรวจพบว่าผู้เสียหายมีเสื้อผ้าฉีกขาดมีแผลช้ำตามร่างกายหลายแห่งน่าจะ แสดงว่ามีการก่ออาชญากรรมขึ้นแล้วจริงมิใช่เป็นการกล่าวหาลอยๆ หรือเจตนาใส่ร้าย
2.พยานทางฟิสิกส์สามารถชี้ว่าผู้ต้องสงสัยได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เช่นตรวจได้ขนแมวที่ขากางเกงของผู้ต้องสงสัยที่ผู้ต้องสงสัยอธิบายที่มาไม่ ได้และบ้านที่ผู้เสียหายถูกข่มขืนเลี้ยงแมวไว้2ตัว
3.พยานทางฟิสิกส์ที่ชี้ว่าบุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น เช่น พบลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องสงสัยในด้านในของถุงมือที่ถอดทิ้งไว้ในบ้านที่ถูก โจรกรรม
4.พยานทางฟิสิกส์สามารถกันผู้บริสุทธิ์ออกไป เช่น เด็กหญิง2คนพี่น้องกล่าวหาว่าผู้ต้องสงสัยวางยาแล้วทำมิดีมิร้าย แต่การตรวจทั้งเลือดและปัสสาวะของเด็กแล้วไม่พบสารใดใด
5.พยานทางฟิสิกส์สามารถยืนยันคำให้การของผู้เสียหาย เช่น ผู้เสียหายอ้างว่าถูกผู้ต้องสงสัยแทงมือ  ผู้เสียหายจึงเอามือที่เลือดออกป้ายไปบนแขนเสื้อของผู้ต้องสงสัย จากการตรวจพบว่าคราบเลือดบนแขนเสื้อของผู้ต้องสงสัยเป็นเลือดของผู้เสียหาย จริง
6.ผู้ต้องสงสัยที่ถูกยันด้วยพยานทางฟิสิกส์อาจจะสารภาพ เช่น คดีเจนจิรา เมื่อพิสูจน์ได้ว่าผู้ตายเสียชีวิตเพราะถูกยิง ในขณะที่ผู้ต้องหาให้การกับตำรวจก่อนหน้านี้ว่าฆ่าโดยการบีบคอ  ผู้ต้องหาจึงสารภาพ
7.พยานทางฟิสิกส์มีค่ามากกว่าประจักษ์พยานเพราะเคยมีการทดลองแล้วพบว่า ประจักษ์พยานอาจให้การคลาดเคลื่อนไปได้ เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเดือน หรือ เป็นปี
8.พยานทางฟิสิกส์ได้รับความเชื่อถือจากศาลมากขึ้นเรื่อยๆ
9.ลูกขุน(ในระบบศาลลูกขุน)ก็ต้องการพยานทางฟิสิกส์
10.การไม่พบพยานทางฟิสิกส์ช่วยยืนยันว่าไม่มีอาชญากรรม เช่น แจ้งว่าถูกลักทรัพย์แต่ตรวจแล้วไม่มีร่องรอยงัดแงะและทรัพย์ที่ว่ายังอยู่

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
เจาะลึกข้อสอบตำรวจชั้นประทวน ติวนายสิบตำรวจ 56 ติวตำรวจ 56 แนวข้อสอบ คู่มือ ติวตำรวจวุฒิม.6 ปวช. เทียบเท่า
แนวข้อสอบตำรวจสายปราบปราม สายอำนวยการ วุฒิม.6 ปวช. 2556

1. ข้อใดต่อไปนี้ที่ไม่อยู่ในแบบหนังสือภาย ใน

 ก. อ้างถึง ข. สิ่งที่ส่งมาด้วย

 ค. คำลงท้าย ง. ทุกข้อไม่อยู่ในแบบ

 ตอบ ง.

2. โดยปกติถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับกรมขึ้นไป ให้ลงชื่อส่วนราชการเจ้าของเรื่องในระดับใด

 ก. กองและแผนก ข. กรมและแผนก

 ค. กรมและหน่วยงาน ง. กรมและกอง

 ตอบ ง.

3. ถ้าส่วนราชการที่ออกหนังสืออยู่ในระดับต่ำกว่ากรมลงมาให้ลงชื่อส่วน ราชการเจ้าของเรื่องเพียงระดับใด

 ก. กอง ข. กรม

 ค. แผนก ง. กระทรวง

 ตอบ ก.

4. ข้อใดต่อไปนี้เป็นหนังสือที่อยู่ในส่วนที่ 2 ของงานสารบรรณฯ

 ก. หนังสือภายนอก

 ข. หนังสือภายใน

 ค. หนังสือราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่า หนังสือภายนอก

 ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค.

 ตอบ ข.

5. หนังสือรับรองเป็นเรื่องสำคัญที่ออกให้แก่บุคคลให้ติดรูปถ่ายของผู้ ที่ได้รับการรับรอง มีขนาดเท่าไร

 ก. 2 ´ 3 ซ.ม. ข. 4 ´ 6 ซ.ม.

 ค. 5 ´ 9 ซ.ม. ง. 6 ´ 9 ซ.ม.

 ตอบ ข.

6. หนังสือเวียนคือหนังสือที่มาถึงผู้รับจำนวนมากมีข้อความอย่างเดียว กันให้เพิ่มเติมรหัสพยัญชนะตัว ว ไว้ที่ใด

 ก. มุมของด้านขวา ข. หน้าเลขทะเบียนหนังสือส่ง

 ค. บริเวณใดก็ได้ ขอให้ผู้รับเห็นชัดเจน ง. หลัง เลขทะเบียนหนังสือส่ง

 ตอบ ข.

7. มท. เป็นรหัสพยัญชนะประจำกระทรวงที่มีหน้าที่หลักในเรื่องใด

 ก. ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

 ข. ป้องกันการรุกรานจากต่างประเทศ

 ค. การคมนาคมทั้งทางบก-เรือ และอากาศ

 ง. การแพทย์-พยาบาล และสุขภาพอนามัยของประชาชน

 ตอบ  ก.

8. กห. เป็นรหัสตัวพยัญชนะประจำกระทรวงที่มีหน้าที่หลักในเรื่องใด

 ก. ป้องกันการรุกรานจากต่างประเทศ

 ข. ให้การศึกษาแก่ประชาชนในชาติระดับอุดม ศึกษา

 ค. ให้ความเป็นธรรม และยุติธรรม

 ง. การแพทย์ -พยาบาล และสุขภาพอนามัยของประชาชน

 ตอบ ก.

9. รย. เป็นรหัสพยัญชนะประจำจังหวัดซึ่งอยู่ทางภาคไหนของประเทศไทย

 ก. ภาคเหนือ ข. ภาคกลาง

 ค. ภาคตะวันออก ง. ภาคใต้

 ตอบ ค.

10. ภก. เป็นรหัสพยัญชนะประจำจังหวัดซึ่งอยู่ทางไหนของประเทศไทย

 ก. ภาคเหนือ ข. ภาคกลาง

 ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ง. ภาคใต้

 ตอบ ง.

11. ชม. เป็นรหัสพยัญชนะประจำจังหวัดซึ่งอยู่ทางไหนของประเทศไทย

 ก. ภาคเหนือ ข. ภาคกลาง

 ค. ภาคใต้ ง. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 ตอบ ก.

12. หนังสือราชการถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ใช้คำขึ้นต้นว่าอย่างไร

 ก. ถึง ข. เรียน

 ค. กราบเรียน ง. ขึ้นต้นตามข้อใดก็ได้

  ตอบ ค.

13. หนังสือราชการถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ใช้คำขึ้นต้นว่าอย่างไร

 ก. ทูล ข. กราบทูล

 ค. นมัสการ ง. ขอประทานกราบทูล

 ตอบ ง.

14. หนังสือราชการถึงบุคคลธรรมดาใช้สรรพนามอย่างไร

 ก. ข้าพเจ้า ข. กระผม ผม

 ค. ดิฉัน ท่าน ง. ถูกทุกข้อ

 ตอบ ง.

15. หนังสือที่ใช้สำหรับยืนยันข้อความในเรื่องที่ได้สนทนา คือหนังสือชนิดใด

 ก. บันทึก (Memorandum) ข. บันทึกช่วยจำ (Aide Memories)

 ค. หนังสือกลาง (Note Verbal) ง. ไม่มีข้อใดถูก

 ตอบ ข.

16. หนังสือราชการภาษาอังกฤษที่ลงชื่อ คือหนังสือตามข้อใด

 ก. หนังสือราชการ ที่เป็นพิธี (First Person Formal Note)

 ข. หนังสือราชการที่ไม่เป็นแบบพิธี (First Person Informal Note)

 ค. หนังสือกลาง (Third Person Note หรือ Note Verbal)

 ง. ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

 ตอบ ง.

17. งานสารบรรณ คือข้อใดต่อไปนี้

 ก. งานที่ว่าด้วย หนังสือ ข. งานที่ว่าด้วยการเก็บหลักฐาน

 ค. งานที่ว่าด้วยการรับส่งหนังสือ ง. งาน ที่หน่วยงานราชการจำเป็นต้องมีขึ้น

  ตอบ ก.

18. หนังสือราชการมี

 ก. 4 ชนิด ข. 5 ชนิด

 ค. 6 ชนิด ง. 7 ชนิด

 ตอบ ค.

19. การจดบันทึกหรือรายงานการประชุม จะกระทำได้กี่วิธี

 ก. 4 ชนิด ข. 5 ชนิด

 ค. 6 ชนิด ง. 7 ชนิด

 ตอบ ข.

20. หนังสือราชการ คือ

 ก. หนังสือสั่งราชการ ข. หนังสือที่ประทับตราแทนชื่อ

 ค. เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ง. หนังสือ ที่ลง วัน เวลา ตามแบบสากล

 ตอบ ค.

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
ตัวอย่างแนวข้อสอบในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ
วิชากฎหมายที่ประชาชนควรทราบ

1. ข้อใดปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
1. สมชัยไปแจ้งเกิดที่อำเภอหลังคลอดโดยรีบด่วน
2. สมหมายไปแจ้งความที่โรงพักเพราะถูกทำร้ายร่างกาย
3. สมบูรณ์ไปแจ้งอำเภอหลังจากนายจ้อยตายแล้ว 2 วัน
4. สมชายพาลั่นทมไปจดทะเบียนสมรสหลังแต่งงาน 1 ปี
2. กฎหมายเอกชน คือข้อใด
1. กฎหมายแพ่ง – พาณิชย์
2. กฎหมายปกครอง
3. กฎหมายรัฐธรรมนูญ
4. กฎหมายอาญา
3. กลุ่มบุคคลคณะใดเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์
1. คณะรัฐมนตรี
2. องคมนตรี
3. รัฐสภา
4. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
4. มักมีการกล่าวอยู่เสมอว่า “กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์”ข้อใดสนับสนุนคำกล่าวนี้
1. ประชาชนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
2. ผู้รักษากฎหมายไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
3. ผู้รักษากฎหมายไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยความเที่ยงธรรม
4. ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายใหม่บางมาตรา
5. บุคคลใดไม่ใช่ผู้เกี่ยงข้องในกระบวนการยุติธรรมโดยตรง
1. ตำรวจ
2. พนักงานอัยการ
3. ศาลและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
4. เจ้าพนักงานบังคับคดีและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

6. ข้อใดสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า “กฎหมายต้องมาจากรัฏฐาธิปัตย์”
1. รัฐต้องบัญญัติกฎหมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
2. ประชาชนเป็นผู้ตรากฎหมายโดยตรง
3. พระมหากษัตริย์ทรงตรากฎหมายขึ้นโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
4. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
7. ตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบันประธานรัฐสภา คือ
1. วุฒิสมาชิกผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
2. ประธานสภาผู้แทนราษฎร
3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งซึ่งมาจากพรรคการเมืองที่ได้รับการ
เลือกตั้งขึ้นมามีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
4. ประธานวุฒิสภา
8. ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางถือเป็นศาลประเภทใด
1. ศาลชั้นต้น
2. ศาลอุทธรณ์
3. ศาลฎีกา
4. ศาลทหาร
9. กรณีซึ่งกฎหมายยกเว้นโทษให้เป็นกรณีซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นการ
กระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ คือ
1. เด็กอายุกว่า 7 ปี แต่ยังไม่เกิน 14 ปี กระทำการอันกฎหมาย
บัญญัติเป็นความผิด
2. ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
3. การกระทำผิดโดยประมาท
4. การกระทำผิดด้วยความจำเป็น เพราะอยู่ในที่บังคับหรือภายใต้
อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้


10. หนี้อาจระงับไปด้วยเหตุดังนี้
1. เจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้
2. ลูกหนี้ตาย
3. ลูกหนี้ทำสัญญายอมตาย
4. ลูกหนี้ล้มละลาย
11. กฎหมายเมื่อบัญญัติออกมาแล้วไม่ได้ใช้นานๆ มีผลดังนี้
1. เสียไปไม่ได้ผล
2. ต้องแก้ไขเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้
3. ยังใช้บังคับได้อยู่เสมอ
4. อาจจะใช้ได้ถ้าประชาชนยอมรับ
12. องค์ประกอบของการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์มีดังนี้
1. เอาไป ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย โดยทุจริต
2. เอาไป ทรัพย์ของผู้อื่นโดยเจ้าของขาดความระมัดระวัง
3. เอาไป โดยฉกฉวยขณะที่เจ้าของทรัพย์ขาดความระมัดระวัง
4. เอาไป ทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย โดยเจตนา
13. ในระหว่างที่บ้านเมืองเกิดการจลาจล และรัฐบาลต้องประกาศกฎอัยการศึก
ผู้ใดกระทำความผิดในคดีอาญา อุกฉกรรจ์ จะต้องขึ้นศาลทหาร ซึ่งมีผล
อย่างไร
1. การตัดสินรวดเร็วแบบทหาร
2. ผู้พิพากษาเป็นเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร
3. โทษรุนแรงกว่าในเวลาปกติสองเท่า
4. ไม่มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ฎีกาเหมือนเวลาปกติ
14. สิทธิหรือการกระทำข้อใด ที่บุคคลธรรมดามีได้ แต่นิติบุคคลไม่อาจมีได้
หรือไม่อาจกระทำได้
1. การเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
2. การเป็นทายาทโดยธรรม
3. การทำนิติกรรมสัญญา
4. การกระทำความผิดอาญา

15. นายทองดีไปทำงานต่างจังหวัดแล้วหายสาบสูญเป็นเวลานานเกินกว่ากี่ปี ทาง
ฝ่ายภรรยาจึงจะมีสิทธิ์ยื่นคำร้อง
1. 3 ปี 3. 10 ปี
2. 5 ปี 4. 15 ปี
16. กฎหมายอาญาและกำหมายแพ่งมีข้อแตกต่างที่สำคัญในเรื่องความเคร่งครัดใน
1. การเสนอร่างกฎหมาย
2. การตีความกฎหมาย
3. การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย
4. การประกาศใช้
17. “บุคคลย่อมเสมอภาคภายใต้กฎหมาย” หมายความว่าอย่างไร
1. กฎหมายใช้บังคับได้กับทุกคน
2. บุคคลที่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกันย่อมได้รับประโยชน์หรือ
ได้รับโทษ เช่นเดียวกัน
3. บุคคลมีสิทธิ์ที่จะกระทำการใดๆ ได้ตามใจสมัครเสมอเท่าเทียมกัน
4. ไม่มีบุคคลใดมีอำนาจเหนือกฎหมาย
18. นาย ก. ยืมเงินนาย ข. เป็นเงิน 60 บาท โดยมิได้ทำสัญญากู้กันไว้ นาย ก. ไม่คืนเงินยืมเมื่อถึงกำหนด
1. นาย ข. ต้องติดตามทวงเงินคืนจาก นาย ก. เอง
2. นาย ข. ต้องร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่ง นาย ก. คืนเงินให้ นาย
ข.
3. นาย ข. ต้องจ้างทนายความให้ช่วยทวงเงินคืนจาก นาย ก.
4. นาย ข. จะฟ้องร้องต่อศาลให้บังคับคดีไม่ได้
19. การออกกฎกระทรวง กรณีใดถูกต้อง
1. ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
2. ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
3. ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร
4. ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา

20. ผู้ใดมียาเสพย์ติดให้โทษประเภทเฮโรอีน ไว้เพื่อจำหน่าย ผู้นั้นต้องระวางโทษ
สถานใด
1. ประหารชีวิต
2. จำคุกตลอดชีวิต
3. จำคุก 20 ปี
4. ทั้งจำทั้งปรับ
แก้ไขข้อความ

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
แนวข้อสอบภาษาอังกฤษ สอบตำรวจ วุฒ ม.6



1. Grammar
แบบที่ 1 แบบตัวเลือก
Direction : Choose the best answer
1. I had no sooner closed the door ….. somebody started knocking on it.
 a. that  b. so
 c. than d. when
 Answer c. เราใช้คำเชื่อม (Conjunction) “no sooner …… than” ดังนั้นเมื่อมีคำว่า “no sooner…….” จึงต้องใช้ “than” คำตอบจึงเป็นข้อ c. เท่านั้น
2. “I don’t like science fiction.”
 “ ……….. do I.”
 a. Also  b. Either
 c. Both d. Nor
 Answer c.  การกล่าวปฏิเสธเมื่อจะต้องกล่าวซ้ำอีกในประโยคที่ผ่านมาแล้วว่าจะไม่เป็นหรือไม่ทำเช่นนี้ เช่นนั้นอีก เราใช้โครงสร้างที่เป็น Nor, Neither + กริยาช่วย + ประธาน เช่น Nor do I. หรือ Nor do I. หรือ Neither did he. ตัวเลือกจึงเป็นข้อ d.
3.  Either of the women ………capable of looking after the baby.
 a. are  b. is
 c. they are d. she is
 Answer b. การใช้ “Either” เมื่อใช้ร่วมกับคำนาม (Noun) หรือคำสรรพนาม (Pronoun) ที่จะเป็นประธาน (Subject) จะทำให้มีรูปเป็นเอกพจน์ (ศึกษาจาก Grammar เรื่อง Agreement of Subject and Verb) ทำให้ในข้อนี้จะต้องมีกริยาเป็นรูปเอกพจน์ จึงเลือกข้อ b.
4. Hurry up ! ……… for you.
 a. We all wait  b. We all waited
 c. We’ve all waited d. We’ re all waiting
 Answer d. การใช้ข้อความอุทานมักจะบอกให้รู้ว่า ข้อความที่จะตามมาจะเป็นการเน้นให้เห็น Tense ที่จะได้ใช้เป็น Present Continuous Tense เป็นส่วนใหญ่ (ศึกษาจาก Tense เรื่อง Present Continuous Tense คำตอบจึงเป็นข้อ d.
 
5. She’s a very selfish woman, but somehow you can’t help …….her.
 a. liking  b. like
 c. to like d. that likes
 Answer a. เราใช้กริยา “can’t help” เพื่อเป็นสำนวนที่แปลว่า “อดไม่ได้ที่จะ”ซึ่งทำให้ต้องเป็นกริยาที่จะมีกรรมมารับ (transitive Verb) ตามมา จึงต้องใช้คำนามหรือ V.ing ทำให้ตัวเลือกจึงเป็นข้อ a.
6.  Let’s have dinner together ………next week.
 a. some time  b. sometime
 c. sometimes d. some times
 Answer a. เราทราบว่า “time” หมายถึงเวลา แต่ “times” หมายถึง จำนวนครั้งในที่นี้จะต้องแปลว่า “เวลา” และจะหมายถึงบางเวลา จึงไม่ได้คำขยาย “some” เขียนติดกัน ตัวเลือกจึงเป็นข้อ a.
7. The soup tasted ……….
 a. wonderful  b. wonderfully
 c. wonder d. wondering
 Answer a. เราใช้กริยาเชื่อม (linking Verb) ที่จะมีคำขยายเป็น Adjective เท่านั้น เว้นแต่ว่า linking Verb นี้ ได้ให้ความหมายที่เด่นชัดหรือมีการเน้นเพื่อจะเป็นกริยาหลัก (Main Verb) จึงจะใช้ adverb มาขยาย ดังนั้น linking Verb โดยปกติจะใช้ Adjective มาขยายเท่านั้น ตัวเลือกที่เหมาะสมในที่นี้จึงเป็น Adjective คือข้อ a.
8.  Shall we turn ……… the program ?
 a. on to  b. at
 c. in d. off
 Answer d. เราใช้สำนวน “turn off” หมายถึง ปิด เช่น ปิดโทรทัศน์, ปิดวิทยุ และใช้ “turn on” หมายถึง เปิด ดังวิธีการเปิดที่กล่าวมาแล้ว เช่น เปิดวิทยุ, เปิดโทรทัศน์ และในข้อนี้จะมีข้อ d. เหมาะสมที่สุด
9. It is extremely important for children ……. to share things.
 a. learning  b. learned
 c. to learn d. be learning
 Answer c.  เราใช้คำที่เติมนี้นำไปขยาย “important” ให้รู้ว่าสำคัญอย่างไร คือ สำคัญที่จะเรียน ทำให้คำที่เติมจะต้องไปขยาย “important” ซึ่งเป็นคำ Adjective และเราทราบว่า “adverb” จะขยาย “Adjective” เราเห็นกริยา “is” เป็นกริยาช่วย ที่ใช้ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้แล้วทำให้กริยาที่ตามมาจะเป็นกริยาไม่แท้ (Non-Finite Verb) ซึ่งถ้านำไปใช้เป็น adverb ก็จะได้แก่ “important” และขยาย Adjective “important” ที่ให้ความหมายเด่นชัด จึงต้องมี “to” มาคั่น คำตอบจึงเป็น “to learn” ที่ข้อ c. นั่นเอง
 
 
10.  Don’t come and see me today. I’d rather you …….tomorrow.
 a. will come  b. have come
 c. came d. come
 Answer c. เราใช้กริยาช่วย “would rather” เพื่อบอกถึงความไม่จริงในขณะที่พูด เพราะเราแปลว่า “อยากที่จะ” ก็จะหมายถึงไม่ได้เป็นอย่างนั้นในขณะที่พูดนั้น ข้อความที่ได้แสดงว่าจะไม่จริง จึงไม่มีโอกาสใช้ Present Tense เลย เพราะ Tense นี้จะต้องเป็นความจริงในปัจจุบันอีกด้วย ทำให้ข้อความที่จะเติมถ้าเป็น Tense ก็ต้องเป็น Past Tense อย่างเห็นได้ชัด เราใช้โครงสร้างแบบ Subjunctive ที่เป็น Past หรือ Past Perfect Subjunctive นั่นเอง ตัวเลือกจึงพิจารณาที่ข้อ c. เท่านั้น
 
แบบที่ 2 แบบเลือกข้อผิด
Direction : Choose the one that is not correct in English.
11. In such a selfish society as ours, a couple needs to study each other before committing.
  a. b. c.
 Themselves to marriage.
  d.
 Answer b. เราทราบว่าประธานในประโยคนี้คือ “a couple” ซึ่งหมายถึง “คู่” จะให้ความหมายที่เป็นพหูพจน์ จึงทำให้กริยาที่ตามมาจะเป็นรูปพหูพจน์ไปด้วย โดยที่ “needs” จะต้องไม่เติม “ s ” นั่นคือข้อ “ b” แก้เป็น “need”
12. John, had studied  his lecture notes thoroughly, was well prepared for the Physics exam.
 a. b. c. d.
 Answer a. ในประโยคนี้จะมีกริยาแท้ (K2) และ K1 (Subject) เพียงอย่างละคำ เราจะทราบว่ากริยาแท้เมื่อตามหลังประธานจะไม่มีเครื่องหมาย Comma คั่นโดยตรง เราจึงใช้เป็นส่วนขยาย ซึ่งในที่นี้จะเป็น Participial phrase คือ “Having studied” ทำให้ข้อ a. ต้องแก้เป็นดังที่กล่าวไว้แล้ว
13.  She was thirsty, so, she refused to drink any soft drink.
  a. b. c. d.
 Answer b. ในประโยคนี้จะแสดงความขัดแย้งของ 2 main clause ทั้ง main clause หน้า และ main clause หลัง เราจึงควรใช้ “but” แทนคำว่า “so” ในข้อ b.
14. American architecture is at is best when it concerns with buildings which have a practical purpose.
  a. b. c. d.
 Answer b. เราทราบใน clause หลังว่าน่าจะใช้เป็น Passive Voice เพราะประธาน “ it ” จะต้องเป็นผู้กระทำ จึงต้องแก้ไขในข้อ b. เป็น “ is concerned with”
15. The ones who have read the book know the answer, but another don’t.
  a.  b. c. d.
 Answer d. เราใช้ “the ones” กับ “the others” เพื่อบอกว่าอย่างหนึ่งหรือคนพวกหนึ่งเป็นอย่างไร แต่อีกจำนวนหนึ่งซึ่งควรจะชี้เฉพาะในกลุ่มที่เรากล่าวมาแล้วในส่วนแรก “the ones” จึงทำให้ในส่วนหลังจะต้องเป็น “the others” เพื่อชี้เฉพาะในเรื่องนั้น และเป็นรูปพหูพจน์อีกด้วย จึงเลือกข้อ d. โดยแท้เป็น “the others”
16.  The scientific revolution of the early 1900’s affected education by change the nature of technology.
   a. b. c. d.
 Answer c. คำที่เติมหรือตามหลัง Preposition จะใช้เป็นคำนามเสียเป็นส่วนใหญ่เพราะ Preposition จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคำนามกับคำอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นคำนามอีกก็ได้ แต่ต้องวางไว้หน้าคำนามเป็นอย่างน้อย และถ้าต้องการที่จะหมายถึงการกระทำที่เน้นอีกด้วย แล้วคำว่า “change” จะต้องใช้เป็น “changing” ทำให้ข้อ c. ต้องแก้เป็น “changing”
17. Translated into terms of psychological theory, association has been thought of as the basis of to learn,
 a. b. c.
 conditioning , and creative thinking.
  d.
 Answer c. เป็นที่ทราบว่า เราใช้คำนามหรือคำสรรพนามหรือ Gerund (V.ing) ตามหลัง Preposition เพราะ Preposition จะเชื่อมคำนามและคำต่างๆ ดังนั้น ในข้อ c. จึงต้องแก้เป็น “learning”.
18.  Farm animals have been regardless by nearly all societies as a valuable economic resource.
  a. b. c.  d.
 Answer b. เราเห็นรูปกริยาในประโยคนี้เป็น Passive Voice เพราะต้องทราบว่าประธานจะต้องเป็นผู้ถูกกระทำ จึงทำให้กริยาหลัก (Main Verb) จะต้องเป็น V3 ดังนั้น “regardless” จะต้องเปลี่ยนเป็น “regarded” ในข้อ b. นี้
19. The government requires the a census be taken every ten years so accurate statistics may be compiled.
  a.  b. c. d.
 Answer  c. ในประโยคนี้เราใช้คำเชื่อม (Conjunction) ว่า “ so ” ซึ่งบอกถึงผลที่จะได้รับ (so) เป็น Conjunction of result แต่จริงๆ ประโยคนี้ต้องการจะบอกถึงความมุ่งหมาย ซึ่งควรใช้ Conjunction of purpose จึงต้องแก้ข้อ c. เป็น “ so that หรือ in order that” เป็นต้น
 
 
 
20. The Hall of Fame at  Newyork University is a national memorial to United States citizens who have
 a. b. c.
 achieved last greatness.
 d.
 Answer d. การบอกลำดับที่ของตัวเลข (Ordinal Number) เช่นที่ 1 หรือที่ 2 เราจะใช้ “ the ” เช่น the first, the second เป็นต้น และถ้าต้องการจะเน้นคำก็ใช้ในลักษณะเดียวกัน จึงทำให้ข้อ d. จะต้องมีการใช้ “ the” ซึ่งเราแก้เป็น “ the last greatness” (ความยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้าย)
 
แบบที่ 3 แบบถอดความหรือความเข้าใจประโยค
Direction : Choose the best paragraph of the given statement.
21.  The news of her return caused us no little surprised.
 a. We are not surprised when she returned. 
 b. We knew she had returned but were still surprised.
 c. Her return did surprise us a little.
 d. We were did surprised when we heard she had returned.
 Answer d. เราทราบว่า “little” จะให้ความหมายเป็นปฏิเสธ (Negative meaning) และขณะเดียวกันในประโยคนี้ก็มีคำว่า “no” อยู่แล้ว จึงทำให้เกิดความหมายของปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ จึงได้ออกมาเป็นบอกเล่า (Positive statement) เราจึงรู้ว่าจะไม่เลือกข้อ a. เพราะเป็นปฏิเสธ เราทราบว่า “little” จะต้องตรงข้ามกับความหมายที่แปลว่า “มาก” เพราะ “little” แปลว่า “น้อยมากๆ” ดังนั้น “ no little” จึงได้ความหมายว่า “มากๆ”  ที่คำว่า “greatly” ในข้อ d. นั่นเอง
22.  Some foreigners find Thai food too hot to eat.
 a. Some foreigners love to eat Thai food when it is very hot. 
 b. Some foreigners look for a good place to eat hot Thai food.
 c. Some foreigners cannot eat Thai food because it is very hot.
 d. Some foreigners cannot eat Thai food when it is served hot.
 Answer c. ความหมายของ “too …..to” หมายถึง “มากเกินไปที่จะ” ซึ่งให้ความหมายเป็นปฏิเสธ จะเห็นข้อ a. และข้อ b. เป็นบอกเล่าจึงไม่เลือก ส่วนข้อ d. จะมีคำที่เกินความหมายของโจทย์ที่คำว่า “served” จึงไม่ควรเลือก ดังนั้น ข้อที่ถูกจึงเป็นข้อ c.

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
แนวข้อสอบนายสิบตำรวจ วุฒิ ม.6 ประจำปี 2556 ข้อสอบเก่า 54-55
1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : ขอนแก่น ? : ?

ก. ภาคใต้ : ทะเลอันดามัน

ข. ภาคเหนือ : แม่สาย

ค. ภาคตะวันออก : พัทยาใต้

ง. ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน
ตอบ ง. ภาคเหนือ : แม่ฮ่องสอน

2. มะพร้าว : ? ต้นข้าว : ?

ก. ลูก : ต้น

ข. ผล : ต้น

ค. ทลาย : รวง

ง. ทะลาย : รวง
ตอบ ค. ทลาย : รวง


3. เมื่อคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินขึ้นภายในกี่วัน

ก. สามสิบวัน

ข. หกสิบวัน

ค. เก้าสิบวัน

ง. หนึ่งร้อยยี่สิบวัน

ตอบ ค. เก้าสิบวัน

4. ถ้ามีหน่วยงานร่วมกันต้องตั้งศูนย์ใดภายในส่วนราชการ

ก. ศูนย์ประชาสัมพันธ์

ข. ศูนย์บริการร่วม

ค. ศูนย์วิชาการ

ง. ศูนย์บริการถาม-ตอบ

ตอบ ข. ศูนย์บริการร่วม

5. เมื่อประชาชนหรือจากส่วนราชการอื่นติดต่อสอบถามเป็นหนังสือจะต้องแจ้งกลับภายในกี่วัน

ก. ทันที

ข. หลังจากได้รับคำถามหนึงวัน

ค. หลังจากได้รับคำถามหนึ่งอาทิตย์

ง. สิบห้าวัน

ตอบ ง. สิบห้าวัน

6. เมื่อมีการประกาศใช้บังคับแผนการบริหารราชการแผ่นดินแล้วหน่วยงานใดจะจัดทำแผนนิติบัญญัติ

ก. คณะกรรมการกฤษฎีกา

ข. สำนักงานนายกรัฐมนตรี

ค. กระทรวงกลาโหม

ง. ไม่มีข้อใดถูก

ตอบ ก. คณะกรรมการกฤษฎีกา

7. เงินเดือน 4X จ่ายค่าเช่าบ้าน X บาท เหลือเงิน 30,000 บาท ให้หาค่าของ X

ก. 40,000

ข. 30,000

ค. 20,000

ง. 10,000

ตอบ ง. 10,000



8. ชั้นข้าราชการตำรวจมีกี่ชั้น อะไรบ้าง

ก. 1 ชั้น ได้แก่ ชั้นสัญญาบัตร

ข. 2 ชั้น ได้แก่ ชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน

ค. 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน ชั้นพลตำรวจ

ง. 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน ชั้นพลตำรวจ ชั้นพันโท

ตอบ ค. 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นสัญญาบัตร ชั้นประทวน ชั้นพลตำรวจ

9. พาหุรัด หมายถึง

ก. กำไลข้อมือ

ข. กำไลข้อเท้า

ค. กำไลรัดต้นแขน

ง. สร้อยคอ

ตอบ ค. กำไลรัดต้นแขน

10. เทอร์โมมิเตอร์ - อุณหภูมิ

ก. เครื่องชั่งน้ำหนัก - กิโลกรัม

ข. เข็มทิศ - ทิศทาง

ค. สายวัด - นิ้ว

ง. ไม้บรรทัด - เซนติเมตร

ตอบ ข. เข็มทิศ : ทิศทาง

11. หน่วยงานใดเป็นผู้จัดทำแผนนิติบัญญัติ

ก. สำนักงานนายกรัฐมนตรี

ข. สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ค. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ง. ถูกทั้ง ข้อ ข. และ ค.

ตอบ ง. ถูกทั้ง ข้อ ข. และ ค.

12. การจัดซื้อหรือจัดจ้างต้องคำนึงเรื่องเป็นสำคัญ

ก. ราคา

ข. คุณภาพ

ค. ปริมาณ

ง. หีบห่อที่บรรจุ

ตอบ ข. คุณภาพ

13. การยืมหนังสือ จะให้บุคคลภายนอกยืมหนังสือได้หรือไหม

ก. ได้ แต่ต้องเก็บประจำตัวประชาชนไว้

ข. ได้ แต่ต้องมัดจำค่ายืมหนังสือ

ค. ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะให้คัดลอกหนังสือ

ง. ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะให้บุคคลภายในยืมหนังสือให้

ตอบ ค. ไม่ได้ ยกเว้นแต่จะให้คัดลอกหนังสือ

14 ซื้อเงาะมา 250 บาท ขายได้ 10 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 45 บาท จะได้กำไรกี่เปอร์เซ็น

ก. 20%

ข. 40%

ค. 60%

ง. 80%

ตอบ ง. 80%

15. สำเนาคู่ฉบับ ต้องมีคำว่าอะไรอยู่บนกึ่งกลางหน้ากระดาษ

ก. สำเนาคู่ฉบับ

ข. สำเนา

ค. คู่สำเนา

ง. ไม่มีคำว่าอะไรปรากฎ

ตอบ ก. สำเนาคู่ฉบับ

16. การเป่าแอลกอฮอล์ 5 คน ดังนี้ 50 50 60 70 80 จงหาค่าเฉลี่ยในการเป่าแอลกอฮอล์

ก. 60

ข. 61

ค. 62

ง. 63

ตอบ ค. 62

17. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ชื่อว่าอะไร

ก. ตร.

ข. ตช.

ค. สตร.

ง. สตช.

ตอบ ก. ตร.

18. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ใช้ชื่อย่อว่าอะไร

ก. วจ.

ข. วช.

ค. สงวช.

ง. สงวจ.

ตอบ ข. วช.

19. ราชบัณฑิตยสถาน ใช้ชื่อย่อว่าอะไร

ก. รบส.

ข. รบถ.

ค. รบ.

ง. รถ.

ตอบ ง. รถ.

20. ข้อใดสะกดผิด

ก. ลำใย

ข. เหลวไหล

ค. บันได

ง. สะใภ้

ตอบ ก. ลำใย

ออฟไลน์ Administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 948
  • Karma: +0/-0
  • ติวสอบ.คอม
    • ดูรายละเอียด
    • ข่าวเปิดสอบ แนวข้อสอบ ดอทคอม
คุณสมบัติผู้สมัครสอบเป็นนายสิบตำรวจ ทั้งปราบปรามและอำนวยการ (พลเรือน)
1. เป็นบุคคลภายนอก
2. สำหรับสายปราบปรามมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 27 ปีบริบูรณ์ ส่วนสายอำนวยการและสนับสนุน มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันปิดรับสมัคร (นับตามจริง เกิน/ขาดวันเดียวก็ไม่ได้)
3. สายปราบปรามทั้งชายและหญิงต้องสูงไม่ต่ำกว่า 160 ซม. ส่วนอำนวยการและสนับสนุน เพศชายสูงไม่ต่ำกว่า 160 ซม. ต้องมีรอบอกไม่น้อยกว่า 77 ซม. สำหรับเพศหญิงสูงไม่ต่ำกว่า 150 ซม.
4. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาชั้นม.6 หรือ ปวช. ภายในวันที่วันปิดรับสมัคร (ปีนี้คาดว่าประมาณปลายพฤษภาคม)
5. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
6. เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
7. ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดารงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
8. ไม่เป็นผู้ดารงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง
9. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 หรือกฎหมายอื่น
10. ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี (ที่เคยถูกตักสิทธิ์กรณีนี้ได้แก่ ข้อหาชุลมุนต่อสู้เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ข้อหาเสพยาบ้า ข้อหาเสพกระท่อม ข้อหาเป็นทหารกองเกินเมื่ออายุย่าง 21 ปีแต่ไม่ไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกฯ ข้อหาขับรถจักรยานยนต์ขณะมึนเมา ข้อหาขับรถยนต์ขณะมึนเมา ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ข้อหาเล่นการพนัน ข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า เสนอจำหน่ายสินค้าซึ่งมีเครื่องหมายการค้าปลอม และจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายสินค้าปลอมเครื่องหมายของผู้อื่น ข้อหาบุกรุกในเคหสถาน ข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองและฐานเสพกัญชา ข้อหาร่วมชุมนุมและทำให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย)
11. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
12. ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจาคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (ดูคำพิพากษาว่าจำุคุกหรือไม่ รอลงอาญาไม่ใช่ประเด็น)
13. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงาน อื่นของรัฐ
14. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก เพราะกระทำผิดวินัย ตามพระราชบัญญัติ ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 หรือกฎหมายอื่น
15. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัย ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 หรือกฎหมายอื่น
16. ไม่เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ
17. กรณีเป็นชาย
                - ถ้าเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่ใช้กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารต้องลงบัญชีทหารกองเกินตามกฎหมายนั้นแล้ว
                - ไม่เป็นผู้ที่มีข้อผูกพันตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร ได้แก่ ทหารกองประจำการ(ทหารเกณฑ์) ผู้ที่ได้รับหมายเรียกให้เข้ารับราชการทหารกองประจาการในปี พ.ศ. 2555  ฯลฯ
                - ไม่เป็นผู้ที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร (สด.35) หรือผู้ที่อยู่ในระหว่างการผ่อนผันการตรวจเลือก
18. สำหรับสายปราบปรามไม่เป็นผู้มีสายตาผิดปกติ ตรวจแบบเสตลเลน (ปกติ 6/6) ด้วยตาเปล่า ส่วนสายอำนวยการและสนับสนุน ไม่เป็นผู้มีสายตาผิดปกติ ตรวจแบบเสตลเลน (ปกติ 6/6) แต่อนุญาตให้สวมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ตรวจได้
19. ไม่เป็นผู้มีตาบอดสี
20. ไม่เป็นผู้มีแผลเป็น ไฝ ปาน รอยสัก หูด หรือซีสต์ ที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายซึ่งมีขนาดใหญ่หรือมากจนแลดูน่าเกลียด
21. ไม่เป็นโรคหรืออาการใด ตามนี้ (ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตำรวจวินิจฉัยเป็นที่สุด)

                1. ร่างกายผิดปกติ หรือพิกลรูป หรือพิการ
                                1.1 ศีรษะและหน้าผิดรูปจนดูน่าเกลียด
                                1.2 รูปวิปริตต่าง ๆ (MALFORMATION) ของริมฝีปาก หรือ จมูก เช่น ปาก หรือ จมูกแหว่ง
ริมฝีปากแบะ เชิด หรือหุบไม่ลงจนน่าเกลียด
                                1.3 ซอกคอหรือซอกรักแร้ติดกัน
                                1.4 แขนขา
                                                1.4.1 ยาวไม่เท่ากันหรือผิดรูปจนมองเห็นได้ชัดเจน
                                                1.4.2 โค้งเข้าหรือโค้งออก
                                                1.4.3 บิดเก
                                1.5 มือหรือเท้า
                                                1.5.1 บิดเก
                                                1.5.2 นิ้วมือหรือนิ้วเท้าด้วน
                                                1.5.3 นิ้วมือหรือนิ้วเท้า มีจานวนมากกว่าหรือน้อยกว่าปกติ
                                                1.5.4 นิ้วบิดเกและทางานไม่ถนัด
                                                1.5.5 ช่องระหว่างนิ้วมือหรือนิ้วเท้าติดกัน
                                                1.5.6 มือหรือเท้าผิดรูปจนดูน่าเกลียด
                2. กระดูกและกล้ามเนื้อ
                                2.1 ข้อเคลื่อนไหวไม่สะดวกจนทาให้อวัยวะที่ติดต่อกับข้อนั้นใช้การไม่ได้
                                2.2 ข้อหลวมหลุดบ่อย ๆ
                                2.3 ข้ออักเสบจนกระดูกเปลี่ยนรูป
                                2.4 คอเอียงหรือแข็งทื่อ เนื่องจากกระดูกหรือกล้ามเนื้อพิการ
                                2.5 กระดูกสันหลังคด หรือโกง หรือแอ่น
                                2.6 เท้าปุก ( CLUB FOOT )
                                2.7 กระดูกอักเสบ ( OSTEOMYELITIS )
                                2.8 กระดูกหัก ต่อไม่ติด หรือติดแล้วแต่มีความพิการผิดรูป
                                2.9 กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งเหี่ยวลีบ
                3. ผิวหนัง
                                3.1 โรคผิวหนังทุกชนิดซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจแก่ผู้อื่น
                                3.2 แผลเรื้อรังของผิวหนังซึ่งยากต่อการรักษา
                                3.3 เนื้องอก (NEOPLASM) ที่หน้า มีขนาดวัดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ห้าเซนติเมตรขึ้นไป
                                3.4 คนเผือก
                4. ตา หู คอ จมูก
                                4.1 ตาเหล่จนปรากฏเห็นได้ชัด
                                4.2 ต้อกระจก
                                4.3 แผลเป็นที่ตาหรือกระจกตาดาขุ่น จนสามารถตรวจพบได้ด้วยตาเปล่า
                                4.4 ลูกตาสั่น
                                4.5 หนังตาตก หรือหนังตาม้วนออกนอก หรือหนังตาม้วนเข้าใน
                                4.6 หนังตาแหว่งจนเสียรูป
                                4.7 หนังตาปิดไม่สนิท
                                4.8 ถุงน้าตาอักเสบเรื้อรัง
                                4.9 ต้อเนื้องอกเข้าไปในลูกตาดาเกินกว่าหนึ่งมิลลิเมตร
                                4.10 ตาโปนจนเห็นได้ชัดแลดูน่าเกลียด
                                4.11 ต้อหิน
                                4.12 ช่องหนังตา (PALPEBRAL FISSURE) กว้างไม่เท่ากันจนดูน่าเกลียด
                                4.13 เคยผ่าตัดกระดูกมาสตอยด์ออกทั้งหมด
                                4.14 หูหนวกหรือไม่ได้ยินตามปกติพิกัด
                                4.15 แก้วหูทะลุเกินหนึ่งในสามของเส้นผ่าศูนย์กลาง
                                4.16 หูน้าหนวกมีหนองเรื้อรัง
                5. ฟัน
                                5.1 ฟันผุมากหลายซี่มองเห็นได้อย่างชัดเจน
                                5.2 มีรากฟันเหลืออยู่ในช่องปากมากกว่าสามซี่
                                5.3 ไม่มีฟันเกินกว่าห้าซี่ เว้นแต่ใส่ฟันปลอมแทนที่เรียบร้อยแล้ว
                                5.4 เป็นโรคปริทันต์จนเห็นลักษณะอาการได้ชัดเจน
                                5.5 การขบฟันผิดปกติอย่างมากจนขัดต่อการเคี้ยวอาหารหรือทาให้รูปลักษณ์ของใบหน้า
เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
                6. ระบบหัวใจและหลอดเลือด
                                6.1 หัวใจเต้นเร็วกว่าหนึ่งร้อยสิบครั้งต่อนาที หรือช้ากว่าสี่สิบห้าครั้งต่อนาที หรือมี เอ.วี.บล้อค
( A.V.BLOCK ) หรือเต้นผิดปกติชนิดออร์คิวล่าร์ไฟบริลเลชั่น หรือออร์คิวล่าร์ ฟลัตเตอร์
                                6.2 ความดันเลือดสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
                                6.3 ลักษณะแสดงทาง อี.ซี.จี. ผิดปกติ
                                6.4 หัวใจมีขนาดโตมากผิดปกติ
                                6.5 หัวใจพิการแต่กาเนิด
                                6.6 หัวใจวายและมีเลือดคั่ง
                                6.7 เสียงของหัวใจ ( รั่ว/ตีบ ) ผิดปกติ ( ORGANIC MURMUR )
                                6.8 อนิวริซึมของหลอดเลือดใหญ่
                                6.9 หลอดเลือดดาขอดอยู่ที่ถุงอัณฑะ ขา หรือแขน ซึ่งเป็นมากจนเห็นได้ชัด
                7. ระบบหายใจ
                                7.1 หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
                                7.2 ถุงลมโป่งพอง
                                7.3 มีน้า หรือหนอง หรือลม ในช่องเยื่อหุ้มปอด
                                7.4 วัณโรคปอดในระยะอันตราย
                                7.5 โรคหืด
                                7.7 ปอดอักเสบ
                8. ระบบทางเดินอาหาร
                                8.1 ตับหรือม้ามโต ซึ่งตรวจพบโดยการใช้มือคลา
                                8.2 ตับแข็ง
                                8.3 ฝีที่ตับ
                                8.4 ดีซ่าน
                                8.5 ท้องมาน
                                8.6 รูแผลเรื้อรังจากฟีสตูลา หรือไซนัสที่ผนังหน้าท้อง
                                8.7 ไส้เลื่อนทุกชนิด
                                8.8 ริดสีดวงทวารหนักที่เห็นได้ชัด
                                8.9 ทวารหนักอักเสบ หรือส่วนสุดท้ายของลาไส้ปลิ้นออกมานอกทวารหนัก
                                8.10 ฝีคัณฑสูตร
                9. ระบบทางเดินปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ รวมทั้งกามโรค
                                9.1 ไตหรือกรวยไต อักเสบ หรือเสื่อม หรือหย่อน หรือพอง
                                9.2 นิ่วที่ไตหรือท่อไต
                                9.3 องคชาติถูกตัดหรือขาด
                                9.4 ถุงน้าที่ลูกอัณฑะ
                                9.5 ลูกอัณฑะอักเสบ หรือท่ออสุจิอักเสบ
                                9.6 กามโรค
                                9.7 กะเทย ( HERMAPHRODISM )
                                9.8 ฝังมุกที่อวัยวะเพศ
                                9.9 หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศตีบแคบ
                                9.10 ลูกอัณฑะไม่ลงถุง ยกเว้นจะได้รับการผ่าตัดรักษามาแล้ว
                10. ระบบจิตประสาท
                                10.1 โรคจิต ( PSYCHOSIS ) ทุกประเภท
                                10.2 โรคประสาทอย่างรุนแรง
                                10.3 เป็นใบ้ หรือพูดไม่ชัด หรือพูดติดอ่าง
                                10.4 ปัญญาอ่อนหรือภาวะสมองเสื่อม
                                10.5 อัมพาตหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ
                                10.6 โรคลมชัก ( EPILEPSY )
                11. เบ็ดเตล็ด
                                11.1 โรคคอหอยพอกเป็นพิษ ( THYROTOXICOSIS )
                                11.2 โรคเก๊าท์
                                11.3 โรคอ้วนพีจากต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ( MYXEDEMA )
                                11.4 เบาหวาน
                                11.5 ร่างกายโตผิดปกติ ( ACROMEGALY )
                                11.6 โรคอ้วนพี ( OBESITY ) ซึ่งมีดัชนีความหนาของร่างกาย ( BODY MASS INDEX )
ตั้งแต่สามสิบห้ากิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป
                                11.7 โรคของเลือด และอวัยวะก่อกาเนิดเลือด ( DISEASES OF BLOOD AND BLOOD
FORMING ORGANS ) ผิดปกติอย่างถาวร และอาจเป็นอันตราย
                                11.8 โรคติดเชื้อ หรือโรคเกิดจากปาราสิต
                                                11.8.1 โรคเรื้อน ( LEPROSY )
                                                11.8.2 โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่น่ารังเกียจแก่สังคม
                                                11.8.3 โรคคุดทะราด หรือรองพื้น ( YAWS )
                                                11.8.4 โรคติดเชื้อเรื้อรังระยะแสดงอาการรุนแรง ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
                                                11.8.5 โรคเอดส์
                                11.9 เนื้องอก
                                                11.9.1 เนื้องอกไม่ร้ายที่มีขนาดใหญ่
                                                11.9.2 เนื้องอกร้ายไม่ว่าจะเป็นที่อวัยวะใด
                12. โรคติดยาเสพติดให้โทษ
                13. โรคพิษสุราเรื้อรัง
                14. โรคหรืออาการอื่นใด ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจคณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตารวจ
เห็นว่าไม่ควรเป็นข้าราชการตำรวจ
หมายเหตุ
                รายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจร่างกายเพิ่มเติม คณะกรรมการแพทย์โรงพยาบาลตารวจ ในข้อ 1, 2, 6, 9, 11, 14
                1. ร่างกายผิดปกติ หรือพิกลรูป หรือพิการ
                                1.3 ซอกคอหรือซอกรักแร้ติดกัน ( Web Neck ) การขยับของคอหรือไหล่ หากเป็นน้อยขยับได้ปกติ ให้ถือว่า ผ่าน หากเป็นมาก เห็นชัดเจนและขยับได้ไม่เต็มที่ ก้ม เงย หมุนเอียงคอ ขยับไหล่ยกได้ไม่สุด เกาหลังได้ไม่ถึงกลางหลังให้ถือว่า ไม่ผ่าน
                                1.4 แขน ขา
                                                1.4.1 ยาวไม่เท่ากันหรือผิดรูปจนมองเห็นได้ชัดเจนขายาวไม่เท่ากัน ห่างกันเกิน 2 เซนติเมตรและเดินกะเผลกชัด วัดโดยนอนวัดจากสะดือไปที่ตาตุ่มทั้ง 2 ข้าง ต้องนอนตัวตรงไม่บิดเอียงแขนยาวไม่เท่ากัน ห่างกันเกิน 3 เซนติเมตร พิจารณาว่า น่าเกลียดหรือไม่
                                                1.4.2 โค้งเข้าหรือโค้งออก ( Varus Valgus ) เข่าโค้งออก เข่าโกง ประมาณ 4 Finger beds ยืนตรง ฝ่ามือ 4 นิ้วสอดผ่านได้ ( 7 – 8 เซนติเมตร ) เข่าชิด ปลายเท้าจะห่าง( Valgus Knee ) หากห่างกันเกิน 4 นิ้วมือ ที่ตาตุ่ม( เป็นเรื่องที่ดูน่าเกลียด ) แขนคอก ( Cubitus Varus ) พิจารณาว่าน่าเกลียดหรือไม่ ( เพราะ Function จะปกติ )
                                1.5 มือหรือเท้า
                                                1.5.1 บิดเก โดยดูจากการทำงานของมือและเท้า มือกำแบกระดกข้อมือทำวันทยหัตถ์
                                                1.5.4 นิ้วบิดเกและทำงานไม่ถนัด โดยดูจากการทำงานของมือ และเท้า มือกำแบ กระดกข้อมือ ทำวันทยหัตถ์
                                                1.5.6 มือหรือเท้าผิดรูปจนน่าเกลียด พิจารณาในที่นี้นั้นดูน่าเกลียดและเป็นปัญหาในการใช้งานหรือไม่ กรณีเท้าแป เดินแบะอย่างหนึ่งและเท้าแบนไม่มีอุ้งเท้า ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ อย่างนี้ ให้ผ่านได้ไม่มีปัญหาในการฝึก การใช้งาน
                2. กระดูกและกล้ามเนื้อ
                                2.5 กระดูกสันหลังคด หรือโกง หรือแอ่น Scoliosis ใช้การยืน ก้มตัว ให้ลาตัวขนานกับพื้น แล้วดูว่าหลังบิดนูน ขึ้นผิดปกติหรือไม่ หากพบมีเล็กน้อยตอนยืนตรง เวลาก้มหายไป ให้ถือว่า ผ่าน กรณีเป็นมาก ยืนเห็นชัด ยืนต